เล่าไปเรื่อย EP.1 เทคโนโลยี การออกแบบ และฮิตเลอร์

มาฟังพี่ฉ่ำ องอาจ และแขกรับเชิญ พี่ป้อง เล่าเรื่องเกี่ยวกับ ฮิตเลอร์ การออกแบบ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสงครามส่งผลในการพัฒนาเทคโนโลยีมากมาย ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้กันมาจนถึงเดี๋ยวนี้

 

รายการเล่าไปเรื่อย ที่จะพูดถึงหนังสือต่างๆ พบกับพี่ฉ่ำ-องอาจและแขกรับเชิญ พี่ป้อง วันนี้จะมาพุดคุยถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ ถึงเปลี่ยนร้อยหน้า ก็จะตามฆ่าแกให้ได้ โดยเป็นเรื่องของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นั้นได้ปลูกถ่ายเปลี่ยนสมองเพื่อที่จะมีชีวิตต่อไป  ในความเป็นจริงนั้นได้เชื่อว่าฮิตเลอร์นั้นได้ฆ่าตัวตาย แต่ทางรัสเซียนั้นเป็นประเทศแรกที่พบศพของฮิตเลอร์และได้เก็บศพไว้ จนทำให้เกิดเป็นข้อถกเถียงต่างๆเนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีการพิสูจน์อีเอ็นเอ เลยเกิดความเชื่อกันว่าฮิตเลอร์นั้นยังไม่ตาย

 

พี่ฉ่ำ : มองว่าฮิตเลอร์นั้นเป็นอัจฉริยะ หรือคนบ้า

พี่ป้อง : มันใกล้เคียงกันมาก เส้นแบ่งระหว่างอัจฉริยะกับคนบ้าผมว่าเป็นทั้งสองอย่าง เขาต้องอัจฉริยะแน่นอน

ซึ่งตัวฮิตเลอร์นั้นอยากเป็นศิลปินแต่เนื่องจากวิทยาลัยศิลปะนั้นไม่รับฮิตเลอร์เข้ามาเพราะฝีมือของฮิตเลอร์นั้นไม่ถึง ทำให้ฮิตเลอร์ประกอบอาชีพวาดรูปขายอยู่พักหนึ่ง และในสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น วินสตัน เชอร์ชิล เองก็เป็นศิลปินเช่นกัน และมีรายการที่นำรูปวาดของวินสตัน เชอร์ชิลมาดูว่าเป็นรูปจริงหรือไม่จริง วาดที่ไหน

แม้กระทั่งในประเทศไทย ชวน หลีกภัย เองก็เป็นศิลปินเช่นกันคำว่าอัจฉริยะกับศิลปินนั้นเดินคู่กัน ถ้าเรามีความเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ผสมกัน ทำให้เรามองเทคโนโลยีของเยอรมนีมันสุดทั้งเรื่องของเทคโนโลยีและการออกแบบ ในสมัยนั้นกระทรวงยุทธภัณฑ์ขอองฮิตเลอร์ได้นำ อัลแบร์ท ชแปร์ มาเป็นสถาปนิกที่เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากฮิตเลอร์โดยที่ไม่ได้เป็นทหาร และอัลแบร์ท ชแปร์นั้นเป็นคนออกแบบยุทธภัณฑ์ต่างๆให้กับฮิตเลอร์

 

การขึ้นมาสู่อำนาจของฮิตเลอร์นั้นจากประวัตินั้นผลมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สมัยที่ฮิตเลอร์เป็นสิบโทและเป็นทหารสื่อสารที่ถือคำสั่งของหน่วยที่ต้องวิ่งไปมาในสนาม ซึ่งโอกาสตายนั้นสูงกว่าทหารในสนามธรรมดา จนกระทั่งได้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะตาของฮิตเลอร์โดนระเบิดทำให้มองไม่เห็นและมาพักฟื้นที่โรงพยาบาล ทำให้ฮิตเลอร์เจ็บใจที่นักการเมืองหักหลังเซ็นสัญญาสงบศึกและเกิดความแค้นขึ้นมาและหันไปโทษชาวยิว แต่การขึ้นมาสู่อำนาจของฮิตเลอร์นั้นไม่ได้เพียงแค่พูดเก่งอย่างเดียว สมัยที่เป็นศิลปินนั้นฮิตเลอร์ชอบไปฟังคอนเสิร์ตที่เรียกว่า โอเปร่า เมื่อมาสังเกตวิธีพูดของฮิตเลอร์มีการใช้ภาษากายคล้ายกับโอเปร่าด้วย มีสารคดีเรื่องหนึ่งได้ถ่ายรูปเทียบช็อตต่อช็อตว่า ละครทำท่านี้ ฮิตเลอร์ก็ทำท่านี้เวลาพูดถึงเรื่องนี้ ฮิตเลอร์นั้นจะมีช่างภาพประจำตัวไว้คอยถ่ายทุกอย่างที่เป็นฮิตเลอร์ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาการชื่อ โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์ถ้านายกของเรามีแบบนี้ก็จะเจ๋งมาก โยเซ็ฟ เกิบเบิลส์นั้นไม่ได้โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์อย่างเดียว แต่ได้สร้างแบรนด์ให้กับฮิตเลอร์ทั้งหมด

คนที่ประสบความสำเร็จไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ จะต้องมีคนมีคนที่คอยอยู่เบื้องหลัง อย่างเช่นเครื่องแบบ การดีไซน์ชุดของทหารเยอรมันในตอนแรกนั้นเป็นของกลุ่มนาซี ในตอนแรกนั้นสืบเนื่องมาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มันยังไม่เท่เหมือนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นเรียกกันว่า นาซียุวชน หรือยุวชนทหาร จะใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล ต่อมาภายหลังแบรนด์ Hugo Boss ได้ออกแบบชุดหลายเครื่องแบบทั้งชุดยุวชนสีน้ำตาล ทหารหน่วยเอ็สเอ็สที่เรียกว่าชุด All black เครื่องแบบจะเป็นสีดำทั้งหมด หากเป็นชุดทางการกางเกงจะพองข้างๆคล้ายกับชุดขี่ม้า และจะมีชุดออกสนามรบต่างๆ ซึ่งคลุมธีมชัดมาก เมื่อคนธรรมดาใส่แล้วจะดูมีความเชื่อถือ ดูเท่ห์ ทำให้คนอยากเข้ากองทัพ ไม่ได้ออกแบบเครื่องแบบอย่างส่งเดชแม้กระทั่งเครื่องยศ เครื่องหมายหน้าหมวก สัญลักษณ์เอ็สเอ็ส ชุดสีดำ Hugo Boss เองก็เป็นคนออกแบบด้วย

ปัจจุบันนี้อิทธิพลเครื่องแบบของเยอรมนีนั้นยังสืบทอดมาถึงหนังปัจจุบัน เช่นเรื่อง Star Wars ชุดของ ดาร์ธ เวเดอร์ รวมทั้งชุดสีขาว การดีไซน์หมวก หรือเครื่องแบบต่างๆ เป็นการดีไซน์แบบเน้นประโยชน์ใช้สอย และนึกถึงชุดของกันดั้ม เวลาที่ซื้อมาเมื่อเห็นตัวละครหลายตัวได้รับอิทธิพลมาด้วย หากเราไม่พูดถึงการสูญเสียในสงครามมันส่งผลในการพัฒนาเทคโนโลยีมาก หากไม่มีสงครามก็จะเอ้อระเหยไปเรื่อยๆ

เมื่อมีสงครามนั้นทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ประเทศอังกฤษคิดค้นระบบเรดาร์ หลังจากสงครามเรดาร์ได้กลายมาเป็นเตาไมโครเวฟและสถาปนิกได้คิดเฝือกที่ไว้ดามตามร่างกายขึ้นมาที่เป็นไม้ มีการนำเทคโนโลยีไม้ดัดมาใช้และเครื่องบินไอพ่นที่ประเทศนำมาใช้จริงๆคือเยอรมนี ถ้าประเทศเยอรมนีมาเร็วกว่านี้อีกสักหน่อยจะได้ครองอากาศแน่นอนเพราะดูจากการดีไซน์ปีกบินของเยอรมนีปัจจุบันนี้ เป็นประเทศที่เริ่มทำขึ้นมาก่อน แต่ว่าทำไม่สำเร็จแม้จะทำได้จริง และมีการทดลองบินอยู่บ้างแต่ว่ายังไม่ไปถึงไหน ถ้าเทียบกับบนฟ้า ในน้ำก็คือเรืออู ที่คอยก่อนกวนในทะเลเหนือ การส่งเสบียง ทำให้ประเทศอเมริกามีปัญหามาก ทำให้เรืออูครองอยู่ในน่านน้ำได้สักพักหนึ่ง จนในที่สุดได้มีกองบินทิ้งระเบิดใส่เรืออูบริเวณอ่าวฝรั่งเศสและทางเหนือบริเวณสวีเดน ส่วนหนึ่งเพราะโดนถอดรหัสอีนิกม่าไปได้ ทำให้รู้ว่าประเทศเยอรมนีกำลังทำอะไร

กลับมาเรื่องของการรบทางอากาศ เครื่องบินขับไล่อย่าง Messerschmitt นั้นเป็นจ้าวอากาศในช่วงแรกๆ สงครามโลกครั้งที่ 2 และเยอรมนีได้ใช้เครื่องบินรบ Messerschmitt เกือบตลอดทั้งสงคราม และเครื่องบินทิ้งระเบิดอย่าง Junkers เป็นเครื่องบินดำทิ้งระเบิดที่มีหลายรุ่นแต่ไม่ได้เป็นเครื่องบินขับไล่ และได้ใช้เครื่องบินขับไล่ Messerschmitt บุกประเทศอังกฤษในช่วงแรกเพราะมีนายพลกองทัพอากาศที่เก่งกาจอย่าง แฮร์มัน เกอริง ที่เป็นนักบินสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย โดยจะเรียกกองทัพอากาศว่าลุฟท์วัฟเฟอเนื่องจากสัญญาแวร์ซายได้มีข้อห้ามว่าห้ามมีกองทัพอากาศ

 

นอกจากการดีไซน์เครื่องบินแล้ว ภาพของรถถังยังติดอยู่ในโมเดลสำหรับคนที่ชอบทางการทหาร เพราะคนที่ออกแบบรถถังนั่นก็คือ Porsche ตัวฮิตเลอร์นั้นมีแต่คนที่มีฝีมือมากมายที่นำมาใช้ในกองทัพ เมื่อพูดถึงการดีไซน์ เมื่อสมัยที่ Porsche ยังเด็กนั้น ตัวเขาเคยได้รางวัลเมื่อยังเด็กเกี่ยวกับมอเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อนล้อรถยนต์ไฟฟ้ามาก่อน และได้ตั้งบริษัทระหว่างช่วงสงครามพอดี ฮิตเลอร์จึงเรียกตัวไปให้ไปเป็นที่ปรึกษาของ Volkswagen เพื่อสร้างรถเพื่อประชาชนหรือก็คือ Volkswagen Beetle หรือรถเต่า เนื่องจากฮิตเลอร์อยากให้เป็นรถที่ประชาชนนั้นใช้ได้และมีสิทธิ์ใช้ ทำให้เป็นรถที่ประหยัดมาก ระบายน้ำและความร้อนได้ดีด้วยอากาศ ซึ่งเหมาะกับการที่นำไปใช้กับสงครามกลางทะเลทราย ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำเพราะระบายด้วยลม

 

กลับมาสู่ช่วงแรกของการพัฒนาเยอรมนีก่อนเข้าสู่ช่วงสงครามนั้นมีสองสิ่งที่ฮิตเลอร์ทำ คือ การขยายทางรถไฟที่ผ่านไปทั่วประเทศใช้ขนยุทโธปกรณ์ได้เป็นอย่างดี และการสร้างทางด่วนให้รถเต่า ถ้าหากเราได้ไปดูสารคดีเก่าๆ ภาพเก่าๆ จะเกิดคำถามว่า ทำไมถึงสร้างทางด่วนขนาดใหญ่และเรียบ ตัวรถนั้นพวงมาลัยอยู่ด้านซ้ายมือ ซึ่งเราจะชินกับมือขวา ดังนั้นการคิดอะไรต่างๆเมื่อเรามองอีกมุมจะดูคิดมากเกินไปหรือเปล่า ยกตัวอย่างเครื่องบิน Messerschmitt ที่เราคุยกัน มีการดีไซน์ล้อไว้ให้ติดกับลำตัวเครื่อง เมื่อโดนยิงหรือเวลาปีกพังนั้นจะได้ถอดตัวปีกออกไปได้เลยโดยไม่ไปยุ่งกับส่วนล้อ ตัวล้อจะแคบมากและยากต่อการนำลงจอดเป็นการได้อย่างเสียอย่างส่วนตัวฝาครอบนั้นเมื่อเวลาเปิดจะเปิดฝั่งขวามือในขณะที่เครื่องบินปกติจะเลื่อนไปข้างหลัง ที่แบบนี้อาจจะเพราะต้องการประหยัดเนื่องจากกการเปิดเลื่อนไปข้างหลังนั้นราคาจะสูงกว่า เมื่อเวลาเครื่องบินโดนยิงและไฟไหม้ซึ่งจะไหม้ที่ปีกเนื่องจากบริเวณปีกมีถังน้ำมันอยู่ ถ้าเกิดโดนยิงที่ด้านซ้ายและนักบินเอามือขวาเปิดจะทำให้นักบินออกไม่ได้ เหมือนกับล้อรถถังที่มีสายพานที่ใหญ่ หนัก และเยอะ

แต่เมื่อเราไปดูรถถังฝั่งอเมริกาหรือรัสเซียที่มีล้อประมาณหกล้อ ล้ำหนักที่เบากว่า ดูแลง่าย และน้ำหนักของรถถังเยอรมนีนั้นหนักมาก แต่เมื่อโดนยิงแล้วล้อหลุดไปล้อสองล้อนั้นจะไม่มีผลต่อการวิ่ง แต่ในขณะรถของอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ถ้าหากหลุดไปล้อสองล้อก็ไม่สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าต้องเจอกับโคลนมากๆ รถถังที่น้ำหนักมากจะจมอยู่ในโคลน และในสมัยที่อังกฤษนั้นรบกับฝรั่งเศสก็ติดโคลนเช่นกัน ทำให้โคลนน้นมีปัญหามากในฝั่งยุโรปในช่วงหน้าฝน ในปัจจุบันนี้รถถังของเยอรมนีเหลืออยู่แค่เพียงไม่กี่คันที่ยังสามารถวิ่งได้อยู่และได้มีงานรวมยานพาหนะที่ได้ใช้ในสงครามของยุโรป เราจะได้เห็นการดีไซน์รูปแบบแปลกๆอย่างเช่น half-track ข้างหน้านั่งแบบกึ่งมอเตอร์ไซต์ แต่สามารถใช้งานได้ดี ใช้ลำเลียงคน ลากปืนใหญ่ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง โดยรวมแล้วประเทศเยอรมนีเป็นประเทศที่คิดมากที่สุดและมีวิศวกรที่ล้ำเลิศ

วันนี้เราได้รู้คร่าวๆเกี่ยวกับอุปกรณ์ เทคโนโลยีต่างๆ ในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

พูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเรื่องของอาวุธเราจะนึกถึงเครื่องบินทิ้งระเบิด B – 17 คำว่าตระกูล B มาจากบริษัท โบอิง ตัว B หมายถึง bomber ถ้าเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดจะนำหน้าด้วยตัว B หมด ถ้าเป็น B – 17 จะสร้างโดย Boeing ความเท่ของเครื่องบินระเบิดนั้นมีทั้งป้อมบน ป้อมล่าง มีส่วนท้าย มีข้างหน้า และได้รับสมญานามว่า Flying floaters หรือป้อมบินเราจะได้ยินชื่อนี้มาตลอด แต่กว่าจะเอาป้อมบินเข้าไปถึงเบอร์ลินได้นั้นมีคนตายไปเยอะ ป้อมบินนั้นมาจากอเมริกา เริ่มโดยบินมาจากอเมริกาก่อน แล้วไปพักกลางทางสักแห่งหนึ่ง ต่อมาบินมาเกาะของอังกฤษและหลงทางเนื่องจากมีหมอกจัด

 

พี่ป้อง : ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ไปตั้งอยู่แถวแอฟริกาหรือเหนือ

พี่ฉ่ำ : ผมว่าที่ทำเลมันใกล้กว่า สมมติจากอังกฤษข้ามไปปารีสก็ถึงข้างในแล้ว เพราะว่ามีแนวรบสำคัญอยู่และอังกฤษพยายามจะขึ้นบกเข้าไปพันธมิตรด้วย พอขึ้นไปตรงนั้นได้ผมว่าสงครามมันเริ่มเปลี่ยน

การครองฟ้าของฝั่งพันธมิตร เครื่องบินขับไล่น่าจะมีผล อย่างเครื่องบินขับไล่อังกฤษ Supermarine Spitfire ของอังกฤษนั้นมีอยู่สองรุ่นโดยรุ่น Hawker Hurricane มาก่อน ถัดมาเป็น Supermarine Spitfire แต่ไม่สามารถบินไปได้ไกลมาก ใช้แค่ครึ่งทางและป้องกันเกราะ ในสมัยสงครามอังกฤษช่วงแรกๆ ป้อมบินสามารถช่วยตัวเองได้แค่ในระดับหนึ่ง ต้องมีเครื่องบินขับไล่ประกบ เพราะปืนมีเป็นสิบๆ กระบอก โดยปืนแต่ละกระบอกขนาด 20, 30, 50 มม. ซึ่งถือว่าขนาดใหญ่มากและมีรอบตัว บนหัว ใต้ท้อง ข้างบน ข้างๆ ตัว แต่เมื่อเครื่องบินขับไล่มาต้องบินให้นิ่ง ทำให้บินเอียงหลบไม่ได้เนื่องจากจะทำให้ทิ้งระเบิดไม่ได้ นี่คือสาเหตุที่จะทำให้ถูกยิงถ้าหากไม่มีเครื่องบินขับไล่อยู่ด้วย เมื่อนึกภาพเครื่องบินไปเป็นร้อยและเกาะกลุ่ม เราจะเห็นภาพเวลาดูหนังสงคราม บางลำเมื่อโดนยิ่งร่วงลงไป ลำที่เหลือก็ต้องประกบกันบินต่อ หน้าที่ของเครื่องบินขับไล่ที่สำคัญคือเมื่อกลุ่มเครื่องบินทิ้งระเบิดผ่านเข้าไปในม่านฟ้าของเยอรมนีแล้ว ต้องไปทำลายแหล่งอุตสาหกรรม ทำลายแหล่งชุมทางรถไฟ ทำลายโรงงานผลิตอาวุธต่างๆ เช่นลูกกระสุน ตลับลูกปืน ตลับลูกปืนถือเป็นยุทธภัณฑ์ที่สำคัญ อู่เรือดำน้ำและทำลายโรงงานประกอบเครื่องบิน Messerschmit

 

พี่ฉ่ำ : ระหว่าง Messerschmit กับ Supermarine Spitfire และ Mustang อะไรเท่สุด

พี่ป้อง : ผมว่า Mustang

ยิ่งตอนที่เป็นสีเงิน แต่ตัว Mustang ก็มีรุ่นก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เท่ขนาดนี้ แต่รุ่นหลังปลายสงครามเมื่อเห็นป้อมบินกับ Mustang มาเหนือเบอร์ลินก็มีแววแพ้แน่นอน ตัวเครื่องบิน Mustang นั้นสามารถบินได้ไกล เครื่องบินรุ่นเก่าๆ จะมีใบพัดแค่ 2 ปีก แต่ Mustang มีถึง 4 ปีก และการดีไซน์ปีก เทียบกับปีกเครื่องบินธรรมดาจะแบนกว่า ของMustang นั้นรุ่นใหม่หัวจะใหญ่เพื่อให้พยุงตัวได้ดีกว่าและบินได้สูงกว่า เร็วกว่า ไกลกว่ายิ่งติดถังน้ำมันสำรองเลยทำให้ถึงเบอร์ลินแล้วสามารถบินกลับได้เลย และจุดครอบแก้วบินเครื่องบินนั้นสามารถเห็นได้รอบตัวเพราะเครื่องบินในยุคแรกๆนั้นยังไม่สามารถทำกระจกแบบนี้ได้ สามารถทำได้แค่แบบเหลี่ยมเท่านั้น ภายหลังได้นำพลาสติกมาหลอมเป็นโดมแต่ยังต้องมีอะไรมาดาม ไม่แน่ใจว่าภายหลังได้มีการนำอะคริลิคมาหลอมเพื่อให้ใสหรือเปล่าและเครื่องบินญี่ปุ่น Zero ของ Kamikaze ก็เจ๋งเหมือนกันในช่วงแรกๆ ของสงครามเพราะสามารถเชิดหัวได้อย่างเร็วความคล่องตัว จุดที่เครื่องบิน Zero เริ่มเจ๋งเพราะมีนักบินคนหนึ่งทำตกแล้วไม่ระเบิดทิ้ง อเมริกาเลยได้เข้าไปถอดเครื่องยนต์ออกมาศึกษาทั้งหมด ทำให้รู้จุดอ่อนของเครื่องบิน Zero กับตอนที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรเข้าไป

เคยมีนักบินคนหนึ่งที่เครื่องยนต์แย่มากแล้ว แต่นักบินขับไล่เยอรมนีกลับไม่ยิงและพาไปส่งไปออกเขตน่านฟ้าเรื่องคือ มีนักบินอเมริกาชื่อ ชาลี บราวน์ขับ B – 17 ได้ขับไปทิ้งระเบิดที่เมืองเบรเมินที่อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเบอร์ลินของประเทศเยอรมนี เมื่อทิ้งระเบิดเสร็จก็บินกลับ เครื่องบินขับไล่ Messerschmit ขึ้นมายิงเหลือ 3 เครื่อง คนท้ายถูกยิงทำให้ป้อมกระจุย ส่วนแพนหางระดับหายไปหนึ่งข้างและแพนหางดิ่งพัง ทำให้หางเสือบังคับไม่ได้หรือบังคับได้น้อยมาก ใช้กำลังเครื่องเลี้ยวได้แค่เพียงนิดหน่อย นักบินบาดเจ็บทั้งหมด 10 คนและส่วนท้ายได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ก็ยังบินมาจนกระทั่ง ในแผนที่จะมี 2 สนามบินของ Messerschmit ซึ่งจะเจอกับเครื่องบิน Messerschmit 1 ลำ นักบินที่ชื่อ ฟร้าน สไตเกอร์ ขับไล่มาทางขวาและชี้ให้ลงและมอบตัวละขับคู่กับ B – 17 มาเรื่อยๆ ทำให้ฐานเครื่องบินอีกฐานไม่ขึ้นมาเพราะเห็นเครื่องบินขับไล่ของเยอรมนีประกบอยู่ จนกระทั่งพ้นขอบเขตประเทศเยอรมนีออกมาสู่น่านน้ำ และฟร้าน สไตเกอร์ได้ทำความเคารพให้ ทำให้มีคนตายเพียง 1 คน ต่อมาหลังสงครามสงบชาลี บราวน์พยายามจะหาว่าใครเป็นคนที่ทำให้รอดมาได้ ตัวฟร้าน สไตเกอร์นั้นได้เห็นว่าปืนทุกกระบอกใช้ไม่ได้แล้ว แปลว่าคนยิงไม่ได้บังคับปืนอยู่ และพยายามจะใช้วิธีประสานจนได้รู้ว่าฟร้าน สไตเกอร์มาเป็นนักธุรกิจที่แคนาดา และชาลี บราวน์ได้ติดต่อไปช่วงประมาณปี 90 และได้ลงประกาศในหนังสือพิมพ์เพื่อให้หากันจนเจอคนที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ วันนั้นก็ได้แต่หวังว่าทุกๆ คนจะมีชีวิตรอดกลับไปหาคนที่รัก สงครามคือหน้าที่ แต่ในความเป็นมนุษย์เขาก็ยังมีให้กัน เชื่อในความเป็นทหาร พวกทหารถึงไม่โดนพวกปัญหาอาชญากรสงคราม ถ้าใครที่เป็นทหารจริงๆ มีหน้าที่รบก็คือรบ ถึงเวลายิงก็ต้องยิง ทำไปตามหน้าที่

ถ้าพูดถึงนักรบก็นึกถึงนายพลแอร์วีน ร็อมเมิลที่ได้รับสมญานามว่า จิ้งจอกทะเลทราย ขับเครื่องบินอยู่ที่แอฟริกาเหนือเพื่อรบกับนายพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี และจอร์จ สมิธ แพตตัน การรบนั้นชนะอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดขาดแคลนพวกน้ำมันก็แพ้ไป ทำให้คิดถึงหนังเรื่องเบลืยติกร์ สงครามรถถังประจัญบาน มาย้อนกลับอีกทีมีการเอารถถังอเมริกามาทาสี แต่นายพลแอร์วีน ร็อมเมิลเป็นคนที่น่าสงสารเพราะตอนหลังถูกเรียกกลับมาดูแนวป้องกันจนช่วงสงครามจะสิ้นสุด ทหารเกิดไม่พอใจในตัวฮิตเลอร์มาก และตัวแอร์วีน ร็อมเมิลก็เป็นหนึ่งในนั้น ในที่สุดก็กินยาตาย

เมื่อเรามองรถถังเราก็จะคิดว่ามันน่าสนุกแต่พอตัวเราไปนั่งเองมันกลับไม่สนุก รถถังในสมัยก่อนมันจะทั้งร้อน ทั้งเหม็นน้ำมันเพราะเป็นเครื่องยนต์ดีเซล และเมื่อใครโยนระเบิดลงมาข้างในยังไงก็ตาย ตอนหลังเมื่อมีปืนเจาะเกราะก็สามารถยิงทะลุเข้ามาข้างในได้ การดีไซน์เกราะของรถถังรุ่นแรกๆจะเป็นเหล็กกลม 4 มิลก็คือ 4 มิล เมื่อเอียงจะกลายเป็น 8 ทันทีในการรับกระสุนรถถังรุ่นหลังของเยอรมนีถึงเอียง แต่ประเทศรัสเซียนั้นทำก่อน รถถังรุ่นแรกๆจะเหลี่ยมพอโดนยิงก็จะทะลุเลยพยายามจะทำให้กลมมากขึ้นอาจจะเพราะอนุภาคของลูกปืนสมัยก่อนยังไม่ได้รุนแรงมาก เยอรมนีเป็นประเทศแรกที่ทำเกราะที่แม่เหล็กดูดไม่ได้ เหมือนจะมีดินพอกอยู่ตรงเหล็ก เพราะจะชอบมีทหารราบวิ่งนำระเบิดมาแปะไว้ที่รถถัง อย่างในหนังก็ใช้จารบีทำแล้วแปะก็ทำให้ระเบิดได้ คนที่ตายในรถถังจะทรมานมากเพราะจะโดนย่างอยู่ภายเนื่องจากไม่มีทางออกแต่รถถังรุ่นแรกๆของเยอรมนีมีประตูออกด้านข้าง รถถังที่วิ่งเร็วที่สุดน่าจะเป็นของประเทศอเมริกา ตัวรถถังข้างบนของอเมริกาเปลี่ยนได้แต่ตัวข้างล่างจะเหมือนกัน ในแง่ศิลปะรถถังประเทศอื่นดูไม่ค่อยว้าว แต่ผู้คิดประดิษฐ์รถถังประเทศแรกก็คือประเทศอังกฤษ รถถังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้คิดถึงยางลบ

เราได้คุยถึงเรื่องของสงครามสักเพเหระตามประสาเล่าไปเรื่อย เราพูดจากประเด็นหนังสือเรื่อง ถึงจะเปลี่ยนร้อยหน้า ก็จะตามฆ่าแกให้ได้ ที่จะพูดถึงการตามฆ่าฮิตเลอร์ที่ปลูกถ่ายสมอง กับ อัจฉริยะร้อยหน้าที่เกี่ยวกับสงคราม ถ้าอยากจะรู้ที่มากกว่านี้สามารถตามอ่านหนังสือสองเล่มนี้ได้ มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป

 

ถึงเปลี่ยนร้อยหน้าก็จะตามฆ่าแกให้ได้

วางขายแล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

สั่งซื้อออนไลน์ คลิก

 

 

ใส่ความเห็น