เป็นไร ไหนเล่าซิ EP.2 แค่มีทัศนคติที่ดี ชีวิตจะเจอเรื่องแย่ๆ ได้ยังไง

ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นบนโลก ถึงตอนนี้จะยังแก้ไขไม่ได้ แต่เล่าให้เราฟังได้

“เป็นไร ไหนเล่าซิ” รายการที่เราจะชวนคนในหลากหลายแวดวงมาเป็นผู้รับฟังปัญหาต่างๆ ที่ตอนนี้คุณอาจจะยังหาคำตอบไม่ได้ แต่อยากหาคนรับฟัง หรืออยากหาคนปรึกษา พวกเขาจะบอกเล่าความคิดจากมุมมองของเขาให้คุณฟัง

การพูดคุยกับเขาในครั้งนี้ ทำให้รู้เลยว่า ทำไมคนที่อยู่รอบตัวเขาถึงมีแต่คนดีๆ ทำไมเขาถึงไม่ค่อยมีข่าวในด้านลบ และที่สำคัญถ้าคุณชอบตามดูข่าวของเขาเวลาให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆเรามีคำตอบว่าทำไมหลายคนจึงพูดว่า “นักข่าวทำอะไรเขาไม่ได้”!

เรามีนักแสดงชายที่เชื่อว่ามีน้อยคนมากๆ ที่จะไม่รู้จักเขา แม้ในแต่ละปีจะมีงานแสดงที่เจ้าตัวบอกเองว่าเป็นอาชีพที่รักมากออกมาให้ชมเพียงแค่ไม่กี่เรื่อง แต่ชื่อของเขาก็มักถูกพูดถึงกันยาวๆ ไม่ว่าจะปรากฎในสื่อไหน ก็จะได้รับความสนใจเสมอ การคุยกันในครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าทำไมคนที่อยู่รอบตัวเขาถึงมีแต่คนดีๆ ไม่ค่อยมีข่าวในด้านลบ และที่สำคัญ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบดูคลิป ข่าว เวลาที่เขาออกาสัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ การพูดคุยกันครั้งนี้เรามีคำตอบว่าทำไมคนจึงชอบพูดว่า “นักข่าวก็ทำอะไรเขาไม่ได้” คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ซันนี่-สุวรรณเมธานนท์

 

จริงๆ แล้วเป็นคนยังไง

ซันนี่: เป็นคนปกตินี่แหละครับ ผมก็ไม่รู้จะนิยามยังไง บอก “ฉันเป็นคนแบบนนี้นะ” ผมไม่รู้จะอธิบายว่ายังไง มันมี choice ให้ผมเลือกไหมล่ะ ผมจะเลือกว่าผมใกล้เคียงกับอันไหน

 

พิธีกร: เป็นคนเท่ๆ แบบนี้เหรอ

ซันนี่: แน่นอนครับผม

 

เป็นคนตลก

ซันนี่: บ้างฮะ ฮากันขี้หดตดหาย เขาเรียกว่าอะไรนะ ขี้พูดได้ไหมฮะ ได้

 

เคยมีฟีลที่ ไม่ตลกนะเว้ย ไหม

ซันนี่ : ผมไม่ได้จำกัดว่าผมจะต้องเป็นคนตลกนะเว้ยฮะ คือผมพูดด้วยความจริงและจริงใจในทุกอย่าง แต่ว่ามันอาจแซมด้วยความเสียงเรา หรือวิธีเล่าของเรา หรือเรามองแบบนี้ ยกตัวอย่างแบบนี้ คนก็เลยอาจจะขำขึ้นมาแค่นั้นเอง เพราะคนรอบตัวที่ผมเจอมันจะเป็นสไตล์อย่างนี้ ผมก็เลยเป็นคนแบบนี้เหมือนกัน

 

ซันนี่เป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก เวลานักข่าวถามหรือสัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่พยายามจะโยงเข้าหาดราม่าหรือเรื่องซีเรียส ซันนี่จะมีวิธีตอบคำถามนักข่าวที่พลิกสถานการณ์ได้

ซันนี่: แล้วผมต้องทำไง ด่าเขาเหรอ

 

ซันนี่มีสติ หรือแบบ..

ซันนี่ : ไม่ เราเอาสิ่งที่มันมีประโยชน์มากกว่า การโจมตีคนอื่น พูดถึงคนอื่น หรือว่าอยู่ดีๆ พูดอะไรออกไปไม่ดี มันไม่มีประโยชน์ การด่าคนหรือว่าการพูดด้วยความโมโหมันไม่เกิดประโยชน์กับใคร และคนที่ฟังก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย สิ่งที่ทำให้เกิดประโยขน์คือช่วยแก้ปัญหาให้ สิ่งที่เขาทำผมก็แก้ปัญหาให้

 

มีทัศนคติในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง

ซันนี่ : ทัศนคติเหรอฮะ ไปทางที่ดีมั้งครับ ไม่รู้ว่ามีทัศนคติแบบไหน

 

ตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่บวกไหม

ซันนี่ : เราเข้าใจมันมากกว่า ไม่คิดว่ามองอะไรบวก ผมเชื่อในสิ่งที่ดี ผมรู้สึกว่าการเป็นคนดีหรือจริงใจมันทำง่ายมาก ทำตัวน่ารักใส่คนทำง่ายมากเลยแค่นั้นเอง ผมก็เลยรู้สึกว่าผมก็ทำไปแบบนั้น ยากนะมันทำตัวเป็นคนไม่ดีจริงๆ แล้ว สำหรับผมนะ ทำไมเขาถึงชอบทำกัน มันยากกว่านะ

 

ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสือไหม

ซันนี่: การ์ตูนครับ หนังสือบางอันก็อ่านบ้าง หนังสือเรียนนี่อ่านตลอดสมัยก่อนจะสอบ บังคับผมอ่านจังเลย ยาวเหยียดไปหมด

 

อ่านการ์ตูนอะไรบ้าง

ซันนี่: หลายเรื่อง การ์ตูนญี่ปุ่น

 

เราเติม input ให้ตัวเองยังไง

ซันนี่ : วิธีคิดมากกว่าครับ เวลาเราเห็นคนเราเจอใครเราเข้าใจเขาได้มากขึ้น เพราะเรามองเขาไว้ก่อนว่ามันมีหลายอย่าง เวลาเราเห็นสิ่งที่คนไม่เข้าใจกัน ทะเลาะกัน เราก็มองว่า จุดเริ่มต้นมันมาจากว่าจริงๆมันไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดีเปล่า ไม่มีใครเกิดมาแล้ว “ฉันจะชั่วให้สุดขีดชีวิตนี้” ไม่มีอะ ทุกคนก็อยากเป็นพระเอกทั้งนั้นแหละ ทุกคนก็อยากเป็นพระเอกนางเอกทั้งนั้น เราก็พยายามจะเข้าใจเขาว่าเขาก็คงไม่ได้คิดไม่ดีขนาดนั้นหรอกมั้ง เขาก็คงมีเหตุผลของเขา มันเริ่มจากตรงนี้มากกว่า หรือคนมาทำอะไรกับเรา อาจจะไม่พอใจบ้าง แต่เราก็จะพยายามมองให้เข้าใจเขามากขึ้น ถึงบอกว่าการที่ไม่พอใจ ไม่ยุ่งกับเขา ด่าเขา มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ถ้าทำให้เขาดีขึ้น จริงๆมันหน้าที่เรานะ ถ้าเจอคนไม่ดีเรามองว่าเขาไม่ดี เราทำให้เขาดีขึ้นได้หรือเปล่า ถ้ามันเกินเยียวยาค่อยว่ากัน

 

แสดงว่าซันนี่ก็เป็นคนที่เข้าใจ

ซันนี่ : พยายามครับ เราอายุเยอะแล้วเราก็ต้องเข้าใจขึ้นไปเรื่อยๆ เด็กๆ อาจจะโมโหบ้าง ไม่พอใจไม่เข้าใจบ้าง เราก็พยายามเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

 

เขาบอกว่า คนที่อายุมากขึ้นมักจะตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไป พยายามไม่สนใจเรื่องไม่ดี ตัดคนไม่ดีออกไป

ซันนี่ : เขาเรียกวุฒิภาวะ เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร เราเข้าใจว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละแล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป เราไม่ต้องมองว่าทุกคนเห็นว่าฉันเก่ง เราไม่ได้คิดว่าจะต้องสร้างอะไรขึ้นมาเพื่ออะไร เราไปแคร์คำพูดคนอื่น มันไม่เกิดประโยชน์ เขาไม่ได้ตัด เขาแค่เข้าใจมันแค่นั้นเอง

 

เวลามีเพื่อนมาคุยกับซันนี่เวลาอยู่ในวงเพื่อน ส่วนใหญ่เป็นที่ปรึกษากับเพื่อนหรือเปล่า

ซันนี่ : ในวงเพื่อนผมไม่มีปัญหาอะไรเลยแค่คุยกันตั้งแต่ 10 โมงเช้าว่า “คืนนี้ไปเที่ยวไหนกันดี อยากเจอ ไม่ได้เจอกันมานาน” ยัน 6 โมงเย็นก็ยังไม่ได้เรื่อง เป็นมุกล้วนๆ ระหว่างทางคือไม่มีความจริงเลย จนสุดท้ายร้านเดิม ประโยคเดียว

 

ไม่มีการปรึกษาชีวิตกันเหรอ

ซันนี่: วิธีแก้ปัญหาคือติงต๊องหมด สุดท้ายแล้ววิธีแก้ปัญหามันก็คือตัวเอง

 

แค่มาเจอเพื่อน

ซันนี่ : ใช่ เราก็เล่นมุกออกมาได้ในสถานการณ์ของเขา

 

เคยมีคนมาปรึกษาบ้างไหม

ซันนี่: ก็มีบ้าง ก็พยายามจะแก้ปัญหาให้

 

ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร

ซันนี่: หลายเรื่อง ถ้าเจออย่างนี้จะทำยังไงดี

 

เช่นความรัก ชีวิตวัยเรียน การเงิน

ซันนี่: ถ้าเป็นเพื่อนผมก็จะโดนด่าก่อนถ้ามาถามอะไรแบบนี้ เจอคนใหม่เดี๋ยวก็ลืมแล้ว ไม่ต้องมาพูดเยอะไม่ต้องมาเวิ่นเว้อร้องไห้หรอก บางคนบอก “ชอบคนนี้มากเลย” ที่ผมได้ยินคำนี้มา 7 คนแล้วนะ ปีที่แล้วก็พูดแบบนี้ อยากถ่ายวิดิโอว่าปีที่แล้วก็พูดแบบนี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

 

วันนี้เรามีปัญหามาปรึกษาซันนี่หลายๆเรื่อง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ก่อน

 

เรื่องแรก เราคบกับคนๆ หนึ่งมา เชื่อเรื่องตัวเลขอาถรรพ์ไหม 3 ปี 7 ปี

ซันนี่: มันก็เหมือนหวยออก อาจจะไม่ออกก็ได้ มันคืออายุของสองคนมากกว่า เราอยุ่กันมาประมาณหนึ่ง มันก็ต้องมีปัญหานู่นนี่ แล้วแต่ว่าจะแยกกันไปตอนไหน ทุกอย่างมีหมดอายุแค่นั้นเอง เราแค่ต้องเข้าใจมัน

 

สมมติคบกันมา 7 ปี หรือ 15 ปี แล้วไม่รักคนนั้นอีกแล้ว จะบอกตามตรงไหม

ซันนี่ : ควรจะนะ มันคือการแฟร์กับทุกคน เราก็คงรู้สึกผิดแต่เราก็ต้องบอก

 

วิธีที่จะบอกเป็นอย่างไร

ซันนี่: ของพวกนี้ไม่ควรหาว่าใครเป็นคนผิด ความสัมพันธ์ทุกอย่างถ้ามีปัญหามันก็ผิดทั้งคู่อยู่แล้ว

 

ไม่มีใครถูกผิดอยู่แล้วหรือหรือผิดทั้งคู่

ซันนี่ : ถ้ามีปัญหาก็ผิดทั้งคู่ เพราะมันไปต่อกันไม่ได้แล้ว คนหนึ่งไม่อยากรักษาแล้ว สุดท้ายก็แยกกันไป ต้องเข้าใจและยอมรับว่ามันคือการหมดอายุต่อกันและกัน คนหนึ่งอาจจะเหลืออยู่ก็ได้ แต่อีกคนจำเป็นต้องไป ก็คุยกันให้เข้าใจ

 

จริงหรือเปล่าที่ผู้ชายมักเป็นฝ่ายไม่บอกเลิกก่อน ถึงแม้จะอยากเลิกก็ตาม

ซันนี่: ถ้าอิงจากตัวผมเอง ไม่นะ

 

เพื่อรักษาความเป็นสุภาพบุรษหรือเปล่า

ซันนี่: ไม่เกี่ยว ไม่ใช่ว่าการไม่พูดไปก็เป็นการรักษาสุภาพบุรุษนะ ผมว่าไม่เกี่ยว ถ้าเป็นผม ผมก็พูดนะ เคยพูดด้วยว่า “ถ้ามันปวดหัวแล้วจะเป็นแบบนี้ทำไม มันควรจะมีแต่สิ่งดีๆ ทั้งคู่หรือเปล่า ถ้าต้องมานั่งปวดหัวกว่าเดิมจะทำทำไม หยุดดีกว่าไหม” มันก็สบายใจทั้งคู่

 

 

ความรักสำหรับซันนี่คืออะไร

ซันนี่: มันก็คือความรักฮะ ก็คือสิ่งสวยงาม คนรักกันมันต้องช่วยเหลือกันดูแลกันเป็นห่วงกันไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ไม่ใช่ว่าใครทำประโยชน์ให้ใครได้มากกว่าแล้วจะรักกัน หรือรักมากกว่าคนนี้ ต่อให้เป็นความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งสุดท้ายเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งคนรักกันก็ต้องรู้สึกห่วงใยกัน สำหรับผมนี่คือความรัก ไม่ใช่ว่าใครไม่ถูกใจแล้วเราจะเลิกรัก ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้น

 

เรายังสามารถเรียกว่าความรักได้ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ซันนี่: ใช่นั่นมันเป็นความยึดติดมากกว่า ฉันต้องเป็นของเธอ เธอต้องเป็นของฉัน

 

เหตุผลที่ทำให้คนเรา move on ได้เร็วคืออะไร

ซันนี่: มันคือการแก้ปัญหาใช้เวลามั้งผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คือผมต้องร้องไห้ 2 ปีก่อนเหรอ ผมก็ต้องไปใช้ชีวิตเหมือนกัน มันก็ต้องไป เราย้อนกลับไปไม่ได้ ก็ต้องเข้าใจ เรารู้ว่าอะไรมีหรือไม่มีประโยชน์ นอนร้องไห้ฟูมฟายทั้งวันหาประโยชน์ก็ไม่มี เราก็ข้ามขั้นไปเลยไหม

 

ในบรรดาตัวละครที่เล่นมาทั้งหมด ความรักของตัวละครแต่ละตัวที่ซันนี่มองว่าเรารักมากที่สุด เป็นความรักที่น่ารัก

ซันนี่ : เอาล่าสุดแล้วกัน รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ก็จะโดนด่ากับการไม่เข้าใจความรักนี้ แต่รู้สึกว่าคนรักกันมันต้องเข้าใจกัน ต้องเชื่อใจกันว่าสิ่งที่เขาทำกับอีกคนทำก็ถือว่ารักกันอยู่ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่ออีกคนรู้สึกว่าสูญเสียความมั่นใจความไว้ใจ มันก็เลยเกิดปัญหาขึ้น เพราะอีกคนก็ไม่ได้คิดว่าฉันก็ไม่มีปัญหา คนอื่นก็ไม่มีรักษาคนไข้อยู่ ถ้าจะไปมีชู้ก็จับได้อยู่แล้ว แล้วปัญหาคืออะไร เราก็เข้าใจแบบนั้น

 

การที่หมอเป้งต้องไปรักษาคนไข้แล้วทิ้งแฟน มองว่าหมอเป้งเป็นคนดีหรือไม่ดี

ซันนี่: ไม่ใช่คนดีหรือไม่ดีหรอกครับ มันเป็นสิ่งที่เขารู้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ไปๆ มาๆ พูดเรื่องละครเลย ทานตะวันก็เลยพูดว่า “เราดูแลแก แกก็ไปดูแลคนไข้” ก็เข้าใจนี่ เราก็นึกว่าเข้าใจ แล้วสุดท้ายมันมีปัญหาไง “แกก็รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหนมาตลอด แล้วแกไม่ชอบเราขึ้นมาเพราะใครเปลี่ยนไป” สุดท้ายเป็นคำถาม “ฉันเป็นเหมือนเดิมมาตลอด แต่แกไม่ยอมพอใจในสิ่งที่ฉันเคยเป็น แปลว่าใครเปลี่ยนไป”

 

ในชีวิตจริงซันนี่เป็นแบบตัวละครตัวไหนที่เล่นมา

ซันนี่: มันไม่ได้มีตรงๆ หรอกฮะ ถึงบอกไงความรู้สึกผมไม่ใช่ธุรกิจเลย ผมรู้สึกว่าการที่คนเราชอบกัน ผมชอบคุณ ผมบอกคุณ ผมไม่ได้จีบไม่ได้ทำดี จะให้คุณมาชอบผม เราชอบกันและอยากอยู่ด้วยกัน แต่ตัวคุณก็คือตัวคุณ อยากทำอะไรทำแต่เราจะอยู่ด้วยกันได้หรือเปล่า มันต้องไม่มีใครเสียเปรียบ ชีวิตคุณก็คือชีวิตคุณ คุณอยากจะให้คนหนึ่งยอมเสียเปรียบเพื่อมาเอาใจคุณเหรอ แล้วตัวเขาไม่ได้ใช้ชีวิตเขา พอพูดคุณก็ไม่ต้องการ ก็เลยงง วิธีคิดมันไม่เหมือนกัน

 

มาคุยเรื่องชีวิตกันบ้าง

พิธีกร: เมื่อรู้สึก burn out กับหน้าที่การงานมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร

ซันนี่: ก็ต้องหาทิศทางที่จะเปลี่ยนมัน ผมไม่เคยรู้สึกพราะผมเจอสิ่งที่ผมชอบและรักและทำมาแล้ว มันไม่เหนื่อยเลยด้วยซ้ำ

 

รู้ตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่

ซันนี่: ตอนเล่นเรื่องแรกเลยฮะ เพราะผมไม่เคยรู้สึกเลยทั้งชีวิต เรียนมา 20 กว่าปีก่อนที่จะมาเล่นหนัง ไม่เคยมีสิ่งไหนที่ผมรู้สึกว่าจะทำมันได้นาน

 

เคยลองทำแล้วหรือเปล่า

ซันนี่: เคยลองเล่นดนตรีกลางคืนก็สนุกดี แต่ผมไม่ได้มี passion ว่าจะพัฒนามันว่าจะไปต่อ แต่ตรงนี้เป็นที่ของเราเลย พอลองมันเหมือนทุกอย่างมัน smooth ไปหมดในทุกๆ อย่างที่เราทำเป็นสิบๆ ปี ก็ยังเหมือนเดิมและมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยก็รู้สึกว่านี่คือที่ของเรา และยิ่งเหตุการณ์ที่ยิ่งมั่นใจก็คือปัญหาของตัวเราเอง และเราหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่คิดวนเวียนอยู่ในหัว คิดจนตาลอยจนเหม่อ แต่พอมาเข้าฉากมันแยกกันเลย ไปอยู่ในโลกตัวละครของเรา เหมือนร่างกายเราบอกเราเลยว่าแยกกัน เราทำในสิ่งนี้เสียไม่ได้ เราก็ยิ่งมั่นใจว่าเรารักสิ่งนี้จริงๆ ไม่ว่าเรื่องจะแรงแค่ไหนทำอะไรระหว่างเราแสดงไม่ได้เลย ก็เลยเข้าใจ

 

ส่วนใหญ่จะตั้ง to do list ในปีนี้แต่ยังทำไม่ได้ มีวิธีอย่างไร

ซันนี่: เขาคงไม่ได้อยากทำขนาดนั้น

 

คิดว่าเรื่องพวกนี้สำคัญกับชีวิตมากน้อยแค่ไหน

ซันนี่: แล้วแต่คนครับ มันมีวิธีการใช้ชีวิตของคน อย่างผมไม่มีเป้าหมายอะไรเลย บางคนไม่มีเป้าหมายก็จะไม่รู้ทิศทาง เขาจะมี goal ตั้งไปเรื่อยๆ ไล่ตาม นั่นคือวิธีขับเคลื่อนของชีวิต คนเรามีวิธีไม่เหมือนกัน ถ้าเกิดตั้งไว้แล้วผัดวันประกันพรุ่ง “เดี๋ยวก่อนก็ได้”“เดี๋ยวค่อยตั้ง” แสดงว่าคุณไม่ได้อยากทำจริงๆ หรอก คนเราถ้าอยากทำจริงๆ จะเป็นจริงๆ เขาไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปหรอก คุณคงอยากทำอย่างอื่นแต่คุณรู้สึกว่าคุณต้องตั้ง goal นี้ ไม่งั้นคนอาจจะมองว่าคุณมันไม่เอาไหน คุณต้องตั้งสิ่งนี้ขึ้นมาว่าตัวเองจะไม่เอาไหน คุณก็เลยทำแบบนั้น

 

ซันนี่ได้ตั้งไหมในแต่ละปี

ซันนี่: ผมไม่เคยตั้งแต่ผมรู้ว่าผมอยากทำอะไร มันก็จะไปเรื่อยๆ ผมอยากใช้ชีวิต ผมมีอาชีพนักแสดง ผมก็อยากเที่ยวอยากอะไรของผมติงต๊องไปวันๆ สิ่งที่ผมต้องการคือความสัมพันธ์รูปแบบที่ผมมีอยู่ เพื่อนแบบนี้ ผมรู้สึกโชคดีในชีวิตมากกว่าที่ผมเจออะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ชีวิตไม่เคยเจอคนไม่ดีทำใส่ขนาดนั้น

 

เพราะอะไรคนถึงทำดีกับเราตลอด

ซันนี่: ไม่รู้ว่าโชคดีที่ได้เจอแต่คนจริงใจมั้งฮะคนที่ผมรู้จัก หรือมันดึงดูดกันมั้ง ถ้าเราจริงใจกับใครมันก็จะดูดคนจริงใจเข้ามา คนไหนที่รู้สึกว่าจะไม่ดีกับเรามันก็จะออกไปเอง เหมือนเทวดาคุ้มครอง ผมมีสแตนด์อยู่แล้ว เคยดูโจโจ้ไหมที่มีสแตนด์คุ้มครอง ออกไปเองโดยที่เราก็ไม่รู้

 

เคยคิดว่าเราจะเป็นคนดีไปเพื่ออะไรไหม

ซันนี่: เคยคิดขึ้นมาได้ครับ แต่ผมรู้สึกว่าแล้วยังไง ต่อให้ทำดีแล้วไม่ได้ดีมันก็ต้องทำต่อไปเพราะเราเป็นคนแบบนี้ ผมไม่กลัวใครจะดีเด่นไปกว่าผม ผมไม่กลัวว่าคนนี้จะได้โอกาสมากกว่าผม เรื่องของเขา เราควรจะยินดีกับเขาด้วยซ้ำถ้าเขามีสิทธิหรืออะไรมากกว่าเรา ผมรู้สึกว่ามันคือหลักการพอเพียง เรารู้ว่าเราต้องการอะไร และอะไรจำเป็นสำหรับชีวิตเราบ้าง โดยไม่ต้องฝืนนะ ไม่ใช่ว่า “ฉันยอมมีแค่นี้ดีกว่า”เรารู้ว่าเราต้องการแค่นี้ สิทธิบางอย่างในชีวิตเราไม่ได้ใช้สักครั้งนะ เรารู้สึกว่าทำไมคนนี้ได้สิทธิมากกว่าแล้วเราไม่ได้ เราไม่ใช่คนแบบนั้น มันก็ดีกับเขาสิเราไม่ได้ใช้สักหน่อยเราจะไปเถียงกับเขาอยากให้มันเท่าเทียมแบบนี้มันเอาเปรียบคนจน มึงไม่ได้ใช้เลยแล้วคุณจะโกรธอะไร หลักวิธีคิดพอเพียงคือไม่ใช่ว่าเราต้องประหยัด ยอมจน มันคือการเข้าใจตัวเอง เข้าใจว่าเรามีอะไรเราอยากได้อะไร อะไรไม่จำเป็นต้องมี เราต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่า เพื่อนมีกันหมดเรามีบ้างดีกว่าเดี๋ยวนอยด์ ถ้าคุณไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้อง

 

มีเรื่องที่รู้สึกว่าปีที่ผ่านมาอยากกลับไปแก้ไขไหม

ซันนี่: ไม่อยากเลยครับ มันทำให้เราเป็นแบบนี้เพราะมันจะมีหลายอย่างในชีวิต จากคนอื่นและจากตัวเองด้วยนะที่รู้สึกว่าอะไรที่เกิดขึ้นกับเราแล้วเราไม่อยากให้เกิดในตอนนั้น เวลามันผ่านไปแล้วมันจะดีที่สุดแล้วที่เกิดขึ้น แต่เราแค่ไม่รู้ตัวเอง เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ เราไม่อยากให้เกิดขึ้นแล้วจะเป็นจะตายกับสิ่งๆ นั้น แต่เวลาผ่านไปจะรู้สึกโชคดีมากที่สิ่งไม่ดีเกิดกับเรา มันทำให้เราเจอโอกาสที่ดีมากกว่าเดิม อาจจะกึ่งชะตาลิขิตมากกว่า

 

ปีนี้จะมีผลงานให้ดูอีกไหม

ซันนี่: ผลงานปี 2019 จะเป็น Happy Old Year เป็นภาพยตร์ของค่าย gdh เป็นภาพยนตร์รักในอีกรูปแบบหนึ่ง พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ด้วย จะพูดเปรียบเทียบระหว่างสิ่งของกับคนครับ เรื่องเริ่มจากการจัดบ้าน ย้ายบ้านและปรับปรุงบ้านใหม่ เราก็เลยต้องมารื้อของเก่ามาเพื่อหาบางส่วนทิ้งเพราะมันรก สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่แค่ของ มันมีความทรงจำที่เป็นของใครสักคน บางทีเราก็ทิ้งดีกว่าไม่เห็นได้ใช้แล้วมีคนมาบอกว่าถ้าทิ้งคนให้ก็จะรู้ หรือ เรารู้สึกผิดเหมือนตัวเขาโดนโยนลงไปด้วย เราก็ต้องเลือกว่าจะทำยังไงกับมัน หรือสิ่งของพวกนี้วันหนึ่งเราจำได้ว่าเป็นของใคร ได้มาตอนไหน แล้วมันหายไปโดยเราไม่รู้ เหมือนกับความทรงจำหายไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ถ้ามันยังอยู่ ต่อให้อีก 40 ปีข้างหน้าก็ยังจำได้ แต่ถ้ามันไม่อยู่แล้ว อีก 40 ปีเราอาจจะจำมันไม่ได้แล้ว บางเรื่องเราไม่ได้อยากจะลืมหรอก ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของบ้านเราก็จะเป็นประมาณนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวอะไรมันจะมีความรักซ่อนอยู่เพราะมนาย์ขาดสิ่งนี้ไม่ได้ ความสัมพันธ์ ความรัก มันจะวนเวียนอยู่แบบนั้น

 

มีสิ่งของอะไรที่รู้สึกว่ามีควาหมายกับตัวเองไหม

ซันนี่: ผมเป็นคนที่ความรู้สึกทุกอย่างผมจำได้หมด โดยไม่ต้องมีสิ่งของเลย ความจำผมจะแม่นมาก วันนี้วันที่เท่าไหร่นะ

 

 

ฝากถึงคนฟัง

ซันนี่:ขอให้ทุกคนเจอแต่สิ่งดีๆ นะครับ มีแต่เรื่องดีๆ และอย่าทำไม่ดีใส่ใคร อย่าว่ากันเลยชาวเน็ต ทำตัวเป็นคนดีน่ารักจะตาย

ใส่ความเห็น