วรรณกรรมเยาวชน ที่ได้รับเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา

หนังสืออ่านนอกเวลา เป็นหนังสือที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ในหลักสูตรวิชาภาษาไทย ให้นักเรียนตั้งแต่ ป.1 – ม.6 อ่านเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและพัฒนาการอ่านของตัวเอง หนังสืออ่านนอกเวลา ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเรื่องสั้น นวนิยาย ที่อ่านสนุก ให้แง่คิดและเนื้อหาดี หลายเล่มกลายเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เราอยากอ่านตลอดเวลา

 

ส้มสีม่วง

 

หนังสืออ่านนอกเวลา

หนังสืออ่านนอกเวลา สำหรับเด็กป.4-ป.6

หนังสืออีกหนึ่งเล่มที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลามาหลายปีติดกัน เป็นหนังสือที่เชียร์ให้เด็กทุกคนคิดฝันการใหญ่ต่อไป...เมื่อจินตนาการถึงอะไรขึ้นมาแล้วมันต้องไปให้สุด!

ตัวละครในเรื่องแบ่งพรรคแบ่งพวกชัดเจน ฝ่ายหนึ่งคือกองทัพทรงพลัง นำทีมโดยนายขี้เกียจ ตัวเป็นขน (ต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นนายพลขี้เกียจคิด ขี้เกียจฝัน) นักรบผัดวันประกันพรุ่ง นักรบโกหกพกลม และอื่นๆ อีกมากมาย (รวมเรียกว่ากองทัพปราบฝัน)

ส่วนอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เด็ก จ้อยและแก้ม ผนึกกำลังกับลุงเทิด นักเขียนผู้รู้ความลับของกองทัพปราบฝันเป็นอย่างดี จึงพยายามจะเขียนเรื่องเปิดโปงอาณาจักรปราบฝันให้เด็กๆ อ่านและระวังตัว เพราะหากชีวิตขาดฝันไป มนุษย์ก็คงต้องอยู่อย่างไร้อารมณ์ ไร้สีสัน ไร้จุดหมาย ซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้ชีวิตตัวเองต้องแห้งเหี่ยวขนาดนั้น โดยเฉพาะเด็กๆ

ส้มสีม่วง ได้รับรางวัลวรรณกรรมเยาวชนยอดเยี่ยม จากการประกวดนายอินทร์อะวอร์ด เมื่อปีพ.ศ.2544 ซึ่งดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ตัวแทนคณะกรรมการเคยบอกไว้ว่า
“เชื่อกันว่าวรรณกรรมเยาวชนที่ดีต้องไม่เขียนเพื่อสอนกันตรงๆ แต่กระนั้นเราก็ไม่อาจปฏิเสธคุณค่าของส้มสีม่วงที่ให้ข้อคิดดีๆ แก่เด็กและผู้ใหญ่ บางเรื่องอาจใกล้ตัวเสียจนเราไม่เคยตระหนัก บางเรื่องเรามองข้ามไปอย่างน่าแปลกใจ…”

นั่นละ…มีหลายสิ่งที่เรามองข้ามไป จนกว่าจะได้อ่านส้มสีม่วงอีกครั้ง สิ่งเหล่านั้นอาจกลับมาอยู่ในสายตาอีกที

คำเตือนถึงผู้ใหญ่: หากบังเอิญได้เจออาณาจักรก้านส้ม…อย่าเผลอใช้ความจริงแข็งๆ และแห้งกรังไปหักก้านส้มเข้าละ!

 

ความสุขของกะทิ

 

หนังสืออ่านนอกเวลา ของเด็กม.1-ม.3

วรรณกรรมไทยที่สร้างสถิติพิมพ์ซ้ำหนึ่งร้อยครั้งภายในเวลา 13 ปี (ถ้าจะนับเล่มก็เกือบสี่แสนเล่มแล้ว) และได้รับรางวัล S.E.A. Write เมื่อปีค.ศ.2549

“กะทิ” เด็กหญิง 9 ขวบ ผู้เติบโตมากับแม่เลี้ยงเดี่ยวกำลังจะต้องเผชิญหน้าความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของชีวิต ที่ขนาดผู้ใหญ่ยังผ่านยากเลย…แม้ตลอดทั้งเรื่องจะมีบรรยากาศอึนๆ ของการจากลาอยู่ แต่ตัวละครรอบกะทิกลับมีสีสันและช่วยกันประคับประคองเด็กหญิงตัวน้อยๆ นี้ด้วยความรักและความสุข จนแม้กระทั่งคนอ่านเอง ก็ไม่ต้องอ่านด้วยความหม่นหมองนัก แม้จะรู้ดีว่ากะทิต้องเจออะไรตรงปลายทางก็ตาม

เด็กทุกคนรับมือกับทุกปัญหาได้เสมอ หากมีผู้ใหญ่อยู่ข้างๆ คอยจับมือผ่านปัญหานั้นไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะมีผู้ใหญ่จับมืออยู่ด้วยตลอดเวลา หนังสือบางเล่มก็ทำหน้าที่นี้แทนผู้ใหญ่ได้

ความสุขของกะทิเองก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่เด็กหญิงกะทิหรอกที่ผ่านความเศร้ามาสู่ความเข้าใจจนรู้สึกสุขได้ เด็กทุกคนที่ได้อ่านก็น่าจะทำความเข้าใจโลกเล็กๆ ของตัวเองแบบกะทิได้เช่นกัน

 

ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก

 

หนังสืออ่านนอกเวลา ของเด็กป.4-ป.6

ตำนานมิตรภาพต่างสายพันธุ์ระหว่างแมงมุมชาร์ล็อตต์กับหมูวิลเบอร์ เพื่อนรักคู่นี้อายุ 65 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีการพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาษาไทยและภาษาอื่นๆ อีก 23 ภาษา จนติดหนึ่งในวรรณกรรมเยาวชนขายดีตลอดกาล

แต่กว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ อี.บี.ไวท์ (ผู้เขียน) ต้องใช้เวลาถึง 3 ปี กว่าชาร์ล็อตต์จะได้ตีพิมพ์ ที่สำคัญตอนแรกไม่มี “เฟิร์น” เด็กหญิงตัวเอกอยู่ในต้นฉบับด้วย มีเพียงหมูวิลเบอร์กับแมงมุมชาร์ล็อตต์เท่านั้น อี.บี.ไวท์เติมเด็กหญิงเฟิร์นเข้ามาตอนเขียนแก้ร่างสุดท้าย เพื่อเพิ่มมิติให้เรื่องและเพื่อให้เข้าถึงเด็กๆ ได้ง่าย

วิลเบอร์ เป็นหมูที่เพิ่งรู้ชะตากรรมของตัวเองว่าเร็วๆ มันจะถูกเชือด ขณะเป็นหมูหดหู่เศร้าสร้อยอยู่ในโรงนานั้น ชาร์ล็อตต์ แมงมุมบนหลังคาโรงนาก็แสดงตัวมาช่วยคิดหาทางให้วิลเบอร์รอดชีวิต ด้วยวิธีอันชาญฉลาด รอบคอบ และทุ่มเทเสียจนทั้งวิลเบอร์และคนอ่านจะไม่มีวันลืม

อี.บี.ไวท์ (ผู้เขียน) สร้างคาแรกเตอร์ชาร์ล็อตต์ขึ้นมาจากแมงมุมที่เขาเจอในโรงนาตอนเด็กจริงๆ ส่วนหมูวิลเบอร์ก็มาจากประสบการณ์แสนเศร้าที่เขาช่วยชีวิตหมูป่วยในฟาร์มตัวเองไว้ไม่ได้

 

บ้านเล็กในป่าใหญ่

 

หนังสืออ่านนอกเวลา ของเด็กม.1-ม.3

หนังสืออ่านนอกเวลาเล่มนี้อายุยืนเป็นลำดับต้นๆ ของหนังสืออ่านนอกเวลาทั่วโลก เพราะพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ 85 ปีก่อน

วรรณกรรมเยาวชนที่เขียนขึ้นจากความทรงจำของลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์เล่มนี้บอกเล่าเรื่องราววัยเด็กของเธอ ในบ้านสีเทาหลังเล็ก กลางป่าใหญ่ ณ รัฐวิสคอนซิน ที่ไม่ว่าจะมองไปไกลแค่ไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ ต้นไม้ และต้นไม้ เรื่องเล่าของลอร่านั้นเรียบง่าย แต่ไม่น่าเบื่อ ต่อให้ตัวละเจอปัญหาและความยากลำบาก ก็ยังรู้สึกปลอดภัยเสมอ

บ้านเล็กในป่าใหญ่ ประสบความสำเร็จทันทีที่พิมพ์ขาย เด็กอเมริกันจำนวนมากเขียนจดหมายหาลอร่า เพื่อถามว่าเรื่องราวของสมาชิกครอบครัวไวล์เดอร์เป็นอย่างไรหลังหนังสือเล่มแรกจบลง ซึ่งนี่ละคือเหตุผลที่ทำให้ลอร่าเขียนภาคต่อตามมาอีก 7 เล่ม โดยใช้เวลาถึง 11 ปี

ปัจจุบัน นอกจากจะหาวรรณกรรมร่วมสมัยที่มีบรรยากาศรื่นรมย์แบบนี้ยากแล้ว ผู้คน ความเป็นอยู่ และสภาพแวดล้อมแบบในเรื่องบ้านเล็กฯ ก็หายากมากแล้วเช่นกัน นี่จึงไม่ใช่แค่หนังสืออ่านสนุก หรือให้ความอบอุ่นใจแก่ผู้ใหญ่ผู้โหยหาความสุขวันวานเท่านั้น แต่ยังช่วยเปิดโลกมุมใหม่ให้เด็กได้รู้จักชีวิตของคนยุคก่อน ก่อนที่อะไรๆ จะสำเร็จรูปอย่างทุกวันนี้

 

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมเยาวชนเพิ่มเติมได้จากทาง แพรวเยาวชน


บทความอื่นๆ