Stephen King

นิยายของ สตีเวน คิง (Stephen King) ราชาแห่งนิยายสยองขวัญที่คุณไม่ควรพลาด

Stephen King หรือที่นักอ่านเมืองไทยเรียกเขาว่า ‘ลุงคิง’ ผู้ได้รับฉายาราชาแห่งนิยายสยองขวัญ เขาออกหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 เล่ม ทั้งนิยายและเรื่องสั้น

Stephen King มีชื่อเต็มๆ ว่า Stephen Edwin King เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรกในปี พ.ศ. 2516 และเขียนหนังสือเรื่อยมา โดยใช้นามปากกาอื่นๆ ด้วย นั่นก็คือ ริชาร์ด บาร์คแมน และ จอห์น สวิเธน

 

มาดูกันว่านิยายจาก Stephen King ที่คุณไม่ควรพลาดจะมีเรื่องไหนบ้าง

 

The Shining (คืนนรก)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2520

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2558

ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สยองขวัญในปีพ.ศ. 2523

แจ๊ค ทอร์แรนซ์ ผู้เคยติดเหล้าอย่างหนักและมีประวัติทำร้ายลูกตัวเอง เขาพยายามจะแก้ตัวด้วยการหางานที่เป็นหลักเป็นแหล่งทำ ความหวังสุดท้ายของแจ๊ค ทอร์แรนซ์ อยู่ที่ “โรงแรมโอเวอร์ลุค” บนเทือกเขาในโคโลราโด เขารับงานเป็นคนดูแลโรงแรมช่วงหน้าหนาว ช่วงเวลา 5 เดือนที่โรงแรมจะปิดตายและมีหิมะสูงตระหง่านโอบล้อม แดนนี่ ทอร์แรนซ์ ลูกชายของแจ๊ค ไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เขาอายุแค่ 5 ขวบ แต่รู้อะไรเยอะแยะ เพราะเขามีความสามารถพิเศษ เขาเห็น เขารู้ เขารู้สึกว่า…ที่โอเวอร์ลุคนั้น มีบางสิ่งกำลังรอคอยจะจับพวกเขาไว้ให้อยู่หมัด ไม่ว่าที่โรงแรมจะมีอะไรหรือมีใครซ่อนอยู่

เวนดี้ ทอร์แรนซ์ ภรรยาของแจ๊คจะเอาลูกหนีไปจากที่นี่ให้ได้ เมื่อแจ๊ค สามีของเธอ อารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน เมื่อเธอรู้สึกว่าในโรงแรมไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคน และเมื่อเธอเห็นรอยช้ำบนคอของแจ๊คที่เหมือนมีใครมาจับมันบีบแบบกะให้ถึงตาย ในห้อง 217 มีอะไร ใครบีบคอแดนนี่ สิ่งลึกลับอะไรที่ทำให้แจ๊คดูคลั่งขึ้นทุกวัน เธอต้องไป ลูกเธอต้องพ้นจากที่นี่ ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า…

 

 

Doctor Sleep (ลางนรก)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2556

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2557

เป็นเล่มต่อจากเรื่อง The Shining ซึ่งหลังจากเขียนเล่มแรกจบไปในปีพ.ศ. 2520 สตีเวน คิง ก็กลับมาเขียนเล่มต่ออีกครั้ง และได้รับการตีพิมพ์ในปีพ.ศ. 2556 โดยในเล่มนี้เดินเรื่องโดย แดนนี่ ทอร์แรนซ์ ลูกชายของแจ๊ค  ทอร์แรนซ์ (ตัวเอกในเล่มแรก)

หลังจากเหตุสยองขวัญในโรงแรมโอเวอร์ลุคเมื่อครั้งยังเด็ก ตอนนี้ “แดนนี่ ทอร์แรนซ์” โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายสิ่งเปลี่ยนไป แต่บางสิ่งยังคงอยู่…อยู่รอบตัวเขา ทั้งในยามหลับ และยามตื่น

“แอบรา สโตน” มีความสามารถพิเศษที่เรียกว่าการ “ส่องแสง” ถ้าความสามารถของคนอื่นเปรียบเหมือนน้ำแข็งหนึ่งถัง การส่องแสงของแอบราก็อาจเทียบได้กับภูเขาน้ำแข็งก้อนยักษ์ เธอรู้ว่าเมื่อไหร่พ่อกำลังจะกลับบ้าน รู้ว่าหญิงชราข้างบ้านกำลังบาดเจ็บสาหัส…และแม้จะอยู่ห่างออกไปคนละรัฐ แต่เธอมองเห็นผู้หญิงประหลาดคนหนึ่งกำลังทรมานเด็กชายผู้ไร้ทางสู้ที่ส่องแสงได้เหมือนเธอ เขากรีดร้องจนเส้นเสียงฉีกขาด ก่อนจะหมดลม

“โรส” เป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใคร เธอสวย เธอมีชีวิตอยู่มานานแสนนาน เธอไม่เคยแก่ และเธอรักเด็กตัวน้อยๆ ที่ส่องแสงได้เป็นพิเศษ ระหว่างที่เธอเก็บเกี่ยวจากเด็กชายตัวน้อย โรสสัมผัสได้ถึงขุมพลังมหาศาลที่ลอบมองเธอ พลังมหึมาที่เธอไม่เคยพบเจอ พลังที่เธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา

“แอบรา” กำลังจะเผชิญกับการไล่ล่าจากกลุ่มคนประหลาด และ “แดน ทอร์แรนซ์” คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเธอได้ เมื่อนักเรียนพร้อม ครูก็จะปรากฏตัว!

 

Thinner (สาปสยองยิปซี)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2527

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2562

สตีเวน คิง ใช้นามปากกา ริชาร์ด บาร์คแมน (Richard Barhman) ในการเขียนนิยายเรื่องนี้ หลังจากตีพิมพ์ในสักระยะ ก็ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี พ.ศ. 2539

ชีวิตที่ดำเนินไปตามครรลองปกติของบิลลี่ ฮัลเลก ทนายความร่างอ้วนจัดน้ำหนักเกิน ต้องพลิกผักไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาขับรถชนหญิงยิปซีชราคนหนึ่งเสียชีวิต แต่กลับรอดพ้นการดำเนินคดีในชั้นศาลตามคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาซึ่งเป็นเพื่อนของเขา

แต่ขณะที่บิลลี่เดินออกจากศาลนั่นเอง พ่อที่แก่ชรายิ่งกว่าของหญิงยิปซีชรา ก็เข้ามาลูบแก้มบิลลี่ และกระซิบคำคำเดียวว่า “ผอมลง”

หลังจากนั้นนำหนักของบิลลี่ก็เริ่มลดลง แต่ทว่ามิใช่เป็นการลดลงอย่างปกติ หากแต่ลดลงอย่างต่อเนื่องและฮวบฮาบถึงขนาดกางเกงหลุดในศาล จากความไม่เชื่อในตอนแรก บิลลี่ก็เริ่มเชื่อว่าเขาต้องคำสาปสุดสยองของยิปซีเฒ่าคนนั้นเข้าให้แล้ว

บิลลี่จะจัดการกับคำสาปนี้อย่างไร เขาจะผอมลงๆ เรื่อยๆ จนผอมตายหรือไม่ คำตอบรออยู่ในเล่ม ที่อ่านแล้วนอกจากจะวางไม่ลง ยังทำให้นอนไม่หลับอีกด้วย!

 

Pet Sematary (กลับจากป่าช้า)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2526

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2562

นิยายเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2532 และรีเมคในปี พ.ศ. 2562

ลูอิส ครีด ได้งานใหม่ เขาพาครอบครัวย้ายมาเมืองลัดโลว์ เมืองชนบทเก่าแก่ที่งดงาม บ้านหลังใหญ่โอบล้อมด้วยสนามหญ้าเขียวชอุ่มและป่าที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย เว้นเสียแต่ว่าบ้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ไฮเวย์ที่คลาคล่ำไปด้วยรถบรรทุกแล่นทะยานด้วยความเร็วสูง

ก่อกำเนิด “สุขสานสัตว์เลี้ยง” ในป่าหลังบ้าน ซึ่งรายล้อมด้วยเรื่องเล่าขานตำนานเก่าแก่ถึงความลี้ลับบางประการว่า หากนำสัตว์เลี้ยงมาฝังในป่าช้านี้ สัตว์เลี้ยงจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง

ไม่นานนัก แมวในครอบครัวของลูอิส “เซิร์ช” ก็ถูกรถบรรทุกทับตาย ลูอิสจึงเอาเซิร์ชไปฝังที่สุสานสัตว์ และวันต่อมา เจ้าเซิร์ชก็กลับมาหาเขาจริงๆ

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ลูกชายของลูอิส ก็ดันมาถูกรถบรรทุกชนเสียชีวิต ด้วยความเสียใจ ลูอิสจึงตั้งใจนำร่างของลูกชายไปฝังที่เดียวกับเซิร์ชเพื่อหวังให้ลูกชายฟื้นกลับคืนมา…

ลูกชายของลูอิสจะกลับมาจริงหรือไม่ ติดตามได้ในเล่ม (วางจำหน่ายเร็วๆ นี้)

MISERY ( คลั่ง ขัง ฆ่า)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2530

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2561

นิยายเรื่องนี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปีพ.ศ. 2533 เป็นเรื่องของ พอล เชลดอน นักเขียนชื่อดังทีเพียบพร้อมทั้งชื่อเสียงและเงินทองจากนิยายชุด มิสเซอรี่ ที่เขาเขียนติดต่อกันมาหลายเล่ม แต่แล้ววันหนึ่ง เขาได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในพื้นที่ภูเขาอันห่างไกล เมื่อพอลฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าผู้ช่วยชีวิตของเขาไว้คือ แอนนี่ วิลค์ส แฟนหนังสือหมายเลข 1 ของเขานั่นเอน

แอนนี่ไม่เพียงแค่ช่วยพอล นักเขียนในดวงใจของเธอเท่านั้น เธอยังกักตัวเขาไว้ในบ้านที่แทบจะตัดขาดจากโลกภายนอก เพื่อบังคับให้เขาเขียนหนังสือเล่มใหม่สำหรับเธอโดยเฉพาะ เพียงเพราะแอนนี่ไม่พอใจที่นางเอกในหนังสือชุด มิสเซอรี่ เสียชีวิตตอนจบ

แต่ในเมื่อพอลไม่อยากเขียนเรื่องชุด มิสเซอรี่ อีกแล้ว เพราะอยากเขียนเรื่องที่ต้องการเขียนอย่างแท้จริง แอนนี่ก็มีวิธีการมากมายที่จะกระตุ้นให้พอลเขียน ไม่ว่าจะเป็น เข็มฉีดยา หรือขวาน… และถ้ายังไม่ได้ผล เธอก็ยังมีความคิดอันร้ายกาจกว่านั้นรออยู่

พอล เชลดอน เคยเขียนหนังสือเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่บัดนี้ เขาต้องเขียนหนังสือเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตอยู่ต่อไป!

 

11/22/63 ( 11/22/63 วันสังหาร)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2554

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2557

เป็นหนังสือขายดีติดอันดับยาวนานถึง 17 สัปดาห์ ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนังสือที่ดีที่สุดของปีจากหลายสำนัก และถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ชื่อว่า 11/22/63 ในปีพ.ศ. 2559 มีทั้งหมด 8 ตอนด้วยกัน

เที่ยงครึ่งของวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 จอห์น เอฟ. เคนเนดี ถูกลอบสังหารที่เมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส โดยชายที่มีชื่อว่า ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ กระสุนจากไรเฟิลลั่นออกมาสามนัดประธานาธิบดีบนรถเปิดประทุนทรุดลง สมองระเบิดกระจาย สูทชาแนลสีชมพูของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเปื้อนเลือด หลังจากวันวิปโยคนั้น โลกก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

“เจค เอพพิ่ง” เป็นครูสอนวิชาภาษาอังกฤษ “อัล” เพื่อนของเขาที่เป็นเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง ก่อนตาย อัลขอให้เจคสานต่อภารกิจสำคัญที่อาจช่วยไม่ให้โลกเลวร้ายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาต้องการให้เจคท่องเวลากลับไปเกือบ 50 ปีก่อนเพื่อหยุดยั้งการลอบสังหารประธานาธิบดีเคนเนดี

เจคก้าวผ่าน ‘โพรงกระต่าย’ และกลับไปยังปี 1958 ที่ที่อากาศหอมหวาน รูทเบียร์อร่อย ส่วนนมก็ทั้งสดและเข้มข้น นอกเหนือจากภารกิจหลักในการช่วยชีวิตเจเอฟเคแล้ว เจคยังมีเป้าหมายบางอย่างที่ตั้งใจจะทำสำเร็จด้วย เขาต้องการช่วยลูกศิษย์คนหนึ่งที่ต้องพิการตลอดชีวิตจากการถูกพ่อตัวเองพยายามฆ่าโดยใช้ค้อนปอนด์ทุบ ชีวิตในอดีตนั้นสงบและสวยงาม เรื่องราวมากมายที่เข้ามาในชีวิตอาจประทับอยู่ในความทรงจำของเจคไปตลอด แต่ในอีกด้านที่เจคต้องคอยตามติดออสวอลด์ เขารู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร อดีตคือเครื่องจักรที่มีฟันคมกริบ มันจะกัด มันจะฉีกกระชากคอ และอดีตนั้นหัวรั้น ไม่ว่าวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 ใครจะเป็นผู้สังหารประธานาธิบดีเคนเนดีก็ตาม คดีประวัติศาสตร์นี้ก็ยังคงเป็นจดจำของชาวโลก

หนังสือเล่มนี้กำลังจะพาคุณย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว ที่ที่ดนตรีร็อคแอนด์โรลดังกระหึ่ม หนุ่มสาวเต้นสุดเหวี่ยง ที่ที่เสียงปืนไรเฟิลกำลังจะกลบสรรพเสียงในโลกให้เงียบสนิท

 

Joyland (จอยแลนด์)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2556

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2558

สตีเวน คิง ได้รับแรงบันดาลใจที่จะเขียนนิยายเรื่องนี้จากสวนสนุก จอยแลนด์ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกปิดตัวไปเมื่อปีพ.ศ.2543 หลังจากเปิดให้บริการมาราวๆ 55 ปี เพราะเครื่องเล่นผุพังจนเจ้าของสวนสนุกจ่ายค่าบำรุงซ่อมแซมไม่ไหว และมีข่าวลือออกมาว่ามีเด็กผู้หญิงขึ้นไปเล่นชิงช้าสวรรค์แล้วเกิดพลัดตกลงมาจนเสียชีวิต

ในเล่มนี้ เป็นเรื่องราวของ เดวิน โจนส์ เด็กหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กำลังหางานทำระหว่างปิดเทอม เขาเป็นหนุ่มพรมจรรย์วัยยี่สิบเอ็ดปีที่มีความทะเยอทะยานด้านวรรณกรรม เจ้าของกางเกงบลูยีนสามตัว รถฟอร์ดบุโรทั่งคันหนึ่ง ความคิดเรื่องฆ่าตัวตายที่มาเป็นครั้งคราว กับหัวใจที่แตกร้าวอีกหนึ่งดวง เดินทางไปทำงานที่สวนสนุกขนาดย่อมที่มีชื่อว่า “จอยแลนด์”

จอยแลนด์เป็นสวนสนุกขนาดกลางที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งสวนสนุก มีเครื่องเล่นที่ควรจะมีครบถ้วน และมี “เคหาสน์สยองขวัญ” เป็นความลึกลับสูงสุด…เพราะเด็กสาวคนหนึ่งที่สวมชุดสีฟ้าเข้าไปเที่ยวในนั้นกับเพื่อนชายและไม่ได้กลับออกมา มีคนพบเธออีกทีในสภาพถูกเชือดคอโยนทิ้งไว้ข้างรางรถ รู้กันแค่ว่าเพื่อนชายของเธอมีรอยสักรูปนกอยู่บนมือ เขายังสบายดีและ…เป็นอิสระ ส่วนเธอก็ยังอยู่ที่เดิม เหมือนรอคอยอะไร หรือใครสักคน!

 

Mr. Mercedes (มิสเตอร์เมอร์เซเดส)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2557

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2559

เป็นเล่มแรกในชุด บิลล์ ฮอดเจส ( 3 เล่มจบ) เมื่อฆาตกรได้ขับเมอร์เซเดสเบนซ์บดขยี้ฝูงคนไปทั้งหมดแปดศพ!

เมื่อล้อหนาทรงพลังของยนตรกรรมยุโรปย่ำขยี้ลงไปบนเนื้อหนังและกระดูก ใครบางคนเสียวกระสันจนถึงขีดสุด

ทุกวันนี้ผมยังนึกถึงเสียงกระแทกที่เกิดขึ้นตอนที่รถพุ่งชนคนพวกนั้นอยู่เลย เสียงบดขยี้ รถที่กระดอนขณะวิ่งทับไปบนร่างของคนเหล่านั้น…ตอนที่เห็นในหนังสือพิมพ์ว่าเหยื่อของผมคนหนึ่งเป็นเด็กทารก ผมปลื้มสุดๆ!! … แม่ของเด็กก็เสร็จผมด้วย! เละเป็นแยมสตรอว์แบร์รี่อยู่ในถุงนอน! เร้าใจชะมัดใช่ไหมล่ะ

เช้าหมอกจัดวันหนึ่งในเดือนเมษายน คนตกงานจำนวนมากยืนเข้าแถวเพื่อรอโอกาสอันริบหรี่อยู่หน้าหอประชุม มีผู้คนทุกเพศทุกวัย มีกระทั่งแม่ลูกอ่อนที่ต้องหอบหิ้วลูกมาต่อแถวด้วย ตอนนั้นเองที่ทุกคนได้ยินเสียงเครื่องยนต์ขนาด 12 สูบลั่นขึ้น ก่อนที่เมอร์เซเดสเบนซ์ SL 500 จะพุ่งเข้ามาด้วยจุดมุ่งหมายที่จะบดขยี้คนให้มากที่สุด

หลังเกิดเหตุหลายเดือน บิลล์ ฮอดเจส เจ้าหน้าที่ตำรวจเกษียณ ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เนื้อหาในจดหมายเล่าถึงเรื่องราววันเกิดเหตุ คนที่ส่งมันมาคือผู้อยู่หลังพวงมาลัยในวันนั้น

เบรดี้ ฮาร์ทส์ฟิลด์ ทำงานเป็นช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ว่างๆเขาหารายได้เสริมโดยการขายไอศกรีม แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เขาหลงใหลที่สุด ซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินที่บ้าน จมดิ่งอยู่กับอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ และความคิดอันยิ่งใหญ่ในหัว

เมอร์เซเดสสีเทาทำได้แค่แปดศพ เบรดี้ต้องการมากกว่านั้น มากกว่านั้นมากๆ

 

ใครดีใครได้ (Finders Keepers)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2558

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2559

เล่มที่สองในชุด บิลล์ ฮอดเจส ( 3 เล่มจบ)

คุณว่านักเขียนคนหนึ่งจะยิ่งใหญ่ได้ขนาดไหน ถึงขั้นที่งานของเขาจะทำให้คนยอมตายเพียงเพื่อจะได้ครอบครองมันหรือเปล่า ?

หลังจากเหตุการณ์รถเบนซ์ขยี้คนตายไปแปดศพที่ศูนย์ประชุม พ่อของพีท ซาวเบอร์ส ไม่สามารถเดินได้เหมือนเดิมอีก ครอบครัวกำลังตกต่ำลง แต่เหมือนพระเจ้ายังจะไม่ลืมครอบครัวเล็กๆ นี้

พีทได้เจอขุมทรัพย์มหาศาล มีทั้งเงินจำนวนมากและต้นฉบับลายมือของนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งอาจมีราคามากกว่าเงินสดที่พีทเจอเสียอีก

นี่อาจจะเป็นทางออกเดียวของครอบครัวของเขาก็เป็นได้

จอห์น รอธสไตน์ นักเขียนนามกระเดื่องที่ใครๆก็เฝ้ารอให้เขียนงานต่อ ตื่นขึ้นมาเจอชายสวมหน้ากากกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้เขาอายุแปดสิบกว่าปี มีเงินสดจำนวนมากกับต้นฉบับนิยายที่นักอ่านเฝ้ารอซึ่งไม่ได้รับการตีพิมพ์ ทั้งสองมีมูลค่ามากมาย แต่ดูเหมือนหนึ่งในโจรที่ปล้นเขาจะไม่ได้ต้องการแค่สมบัติ เขาบอกกับรอธสไตน์ว่า คุณสร้างตัวละครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในโลกวรรณกรรมอเมริกันขึ้นมา จากนั้นก็ขี้รดหัวเขา…คนที่ทำอย่างนั้นได้ ไม่สมควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป”

มอร์ริส เบลลามี่ ค้นพบว่าตัวเองเป็นนักอ่าน เขาคลั่งมัน เขาตกหลุมรักมัน เขารักมันยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น เขาได้ภาคต่อฉบับลายมือของนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาแล้ว มันมีค่ามากกว่าเงิน เขาจะฝังมันไว้ในที่ที่ปลอดภัยก่อน ไม่ว่าใครหรืออะไรก็จะมาแย่งมันไปจากเขาไม่ได้ ใครกันที่ริอ่านมาบอกว่าเขาไม่ใช่หมาป่า

บิลล์ ฮอดเจส ยังติดตามผลงานของตัวเอง เขาคอยไปดูเบรดี้ ฮาร์ทส์ฟิลด์ ที่ยังมีท่าทีเหมือนคนสมองกลวง หลังจากโดนตุ้มเหล็กของเขาฟาดเข้าที่หัว ในดวงตานั้นว่างเปล่า เหมือนเขาล่องลอยไปไหนสักที่ และอาจหาทางกลับมาไม่เจออีกแล้ว บิลล์ไม่แน่ใจหรอก เพราะกับคนคนนี้ ไม่มีอะไรปกติทั้งนั้น

 

End Of Watch (อวสาน)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2559

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2559

เล่มที่สุดท้ายของชุด บิลล์ ฮอดเจส ( 3 เล่มจบ)

ถ้าคุณจำได้ ในเรื่องมิสเตอร์เมอร์เซเดส เบรดี้ ฮาร์ทส์ฟิลด์ ถูกตุ้มเหล็กฟาดเข้าที่หัวจนกลายเป็นพิกลพิการ วันๆเขานั่งหรือนอนนิ่งๆอยู่ในห้อง 217 ของคลินิกผู้ป่วยบาดเจ็บร้ายแรงทางสมอง กระทั่งน้ำลายยังเช็ดเองไม่ได้

หลายต่อหลายคนแวะมาเยี่ยมเขา บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นหมอ บางคนเป็นพยาบาล บ้างด่าทอเขา เสียดสีเขา บางคนถึงขั้นหยิกหัวนมเขา แต่ดวงตาของเบรดี้ก็ว่างเปล่าจนคนเหล่านั้นเบาใจว่าเขาไม่สามารถปริปากบอกใครแน่

บิลล์ ฮอดเจส เป็นหนึ่งในคนที่ไปเยี่ยมเบรดี้ จุดประสงค์ของผู้มาเยี่ยมคนอื่นจะเป็นอะไรก็ไม่ทราบได้ แต่สำหรับฮอดเจส เขาไม่เคยวางใจในตัวเบรดี้ ฮาร์ทส์ฟิลด์ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างสายเกินไป เขาจะต้องคอยจับตา คอยเฝ้าระวัง เพราะเขารู้ว่าลูกเล่นของคนประเภทนี้มันล้ำลึกและชั่วร้ายนัก

 

It (อิท)

ตีพิมพ์ปี พ.ศ. 2529

แปลไทยโดยแพรวสำนักพิมพ์ปี พ.ศ. 2560

สตีเวน คิง เล่าเรื่องประสบการณ์ของเด็กเจ็ดคนที่ถูกหลอกหลอนโดยบางสิ่งที่อยู่ในท่อระบายน้ำ ส่วนใหญ่สิ่งนั้นจะปรากฎตัวในรูปร่างของตัวตลกเพื่อล่อลวงเด็กๆ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2533  และนำมาสร้างใหม่อีกครั้งในปีพ.ศ. 2560

เรื่องเริ่มต้นที่วันฝนตกวันหนึ่งในเมืองแดร์รี่และเด็กชายตัวเล็กสวมเสื้อกันฝนสีเหลืองและรองเท้าบูทยางสีแดง เด็กน้อยวิ่งตามประกบเรือกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พี่ชายพับให้และเคลือบพาราฟินอย่างดี มันลอยไปถึงแอ่งน้ำขัง ตรงหน้าท่อระบายน้ำ ก่อนจะหายลงไปในท่อจนได้ ในท่อนั้นไม่ได้มีเพียงเรือกระดาษและน้ำที่หมุนวน ยังมีดวงตาสีเหลืองของตัวตลกด้วย ตอนนั้นเองที่เด็กชายได้รู้ว่าไม่ใช่แค่เรือกระดาษเท่านั้นที่หายลงท่อไปได้ แต่แขนซ้ายของเขาเองก็หลุดหายเข้าไปในท่อระบายน้ำได้เหมือนกัน

“หวัดดี จอร์จี้…นี่เพนนีไวส์เอง”

นิยายที่จะทำให้คุณกลัวตัวตลกไปตลอดชีวิต!

 

 


บทความอื่นๆ

รวมนิยายญี่ปุ่นน่าอ่าน ครบทุกรสชาติ ที่คุณควรอ่านสักครั้งในชีวิต

ชำแหละบ็อกเซต อกาธา คริสตี้ 7 เล่มนี้มีคดีอะไรบ้าง!

แนะนำนิยายสืบสวน ทั้งไทยและต่างประเทศที่คุณไม่ควรพลาด!

รวมหนังสือของ แดน บราวน์ นักเขียนนวนิยายสืบสวนชื่อก้องโลก

รวมผลงานนิยายสืบสวนสุดสะเทือนอารมณ์จากมินะโตะ คะนะเอะ

 

One thought on “นิยายของ สตีเวน คิง (Stephen King) ราชาแห่งนิยายสยองขวัญที่คุณไม่ควรพลาด

  1. Pingback: แนะนำ นิยายเกาหลี พล็อตสุดล้ำ จากมือรางวัลระดับประเทศ!

ใส่ความเห็น

0