นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

บทเรียนแห่งชีวิตจาก จอห์น โอเลียรี่ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก

บทเรียนแห่งชีวิตจาก จอห์น โอเลียรี่ ชายหนุ่มที่ถูกไฟคลอกทั้งตัว ผันตัวเองกลายมาเป็น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ระดับโลก โดยใช้เปลวไฟที่แผดเผาตัวเขาในวันนั้น มาจุดไฟแล้วสร้างชีวิตใหม่

 

ซึ่งกว่าที่จอห์น โอเลียรี่จะได้มาเป็น นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ได้อย่างทุกวันนี้ มันไม่ง่ายเลย

 

ลูกอยากตายไหม

เรื่องราวของจอห์นเริ่มต้นจากคำถามของแม่ แม่ถามเขาหลังจากฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล

 

ลูกอยากตายไหม ลูกต้องเลือกเองนะ แม่เลือกให้ไม่ได้”

 

เมื่อจอห์นตอบแม่ว่า ผมไม่อยากตาย” แม่ของจอห์นก็ตอบกลับมาว่า ลูกต้องสู้ สู้อย่างที่ไม่เคยสู้มาก่อน”

 

คำถามนั้นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตของจอห์น คำถามนั้นเปรียบเสมือนไฟที่ทำให้จอห์นอยากมีชีวิต ไฟที่ทำให้จอห์นติดต่อสู้กับบาดแผลไฟไหม้ทั่วร่างกาย ไฟที่จุดประกายให้เขาและคนรอบตัว

จอห์นวัยเก้าขวบตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเกือบห้าเดือน ทนผ่าตัดมามากกว่ายี่สิบครั้ง และสูญเสียนิ้วไปกับการผ่าตัดเพื่อรักษา นอกจากจอห์นจะเจ็บหนัก ที่บ้านก็ลำบากไม่แพ้กัน บ้านของเขาถูกไฟเผาทั้งหลัง ครอบครัวและพี่น้องต้องแยกย้ายไปอยู่บ้านญาติจนกว่าบ้านจะสร้างเสร็จ

ในวันที่จอห์นกลับมาบ้านวันแรก มันตรงกลับช่วงมื้อเย็นพอดี มือของเขาถูกพันด้วยผ้าพันแผลหลายชั้น ไม่สามารถหยิบจับอะไรเองได้ น้องสาวเห็นจอห์นเก้ๆ กังๆ จึงพยายามจะป้อนอาหารให้ แต่แม่พูดขึ้นมาว่า วางส้อมลง ถ้าจอห์นหิว เขาก็ตักกินเองแหละจ้ะ”

จอห์นร้องไห้บนโต๊ะอาหาร และโกรธแม่มาก เขาทรมานมามากมายแต่แม่กลับไม่ช่วยเหลือเขาเลย ในที่สุด หนุ่มน้อยวัยเก้าขวบก็ทนความหิวไม่ไหวจึงพยายามเอามือทั้งสองข้างหยิบส้อมเพื่อตักอาหารกินด้วยความทุลักทุเล ในที่สุดเขาก็จิ้มมันฝรั่งเข้าปากจนได้

เขารู้สึกว่าแม่ของเขาช่างเด็ดเดี่ยวเหลือเกิน แม่คงทรมานไม่น้อยที่ต้องเห็นลูกตัวเองทำอะไรแบบนี้ แม่บังคับให้เขาพยายามจับส้อมด้วยตัวเอง ในคืนนั้น จอห์นรู้สึกทันทีว่า แม่เปิดโอกาสให้เขาได้เลือกมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง

 

แผลเป็นที่แสนงดงาม

บางครั้งเราก็ต้องให้คนอื่นมาเตือนใจว่าแผลเป็นของตัวเรานั้นงดงามเพียงใด

เช้าวันหนึ่งขณะที่จอห์นกำลังจะไปทำงาน เขาโกนหนวดในห้องน้ำ ในขณะที่แจ็ก ลูกชายของเขายืนมองอยู่บนที่นั่งชักโครก ระหว่างที่จอห์นโกนหนวดอยู่ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งจ้องมองอยู่ แจ็กเดินเข้ามา เงยหน้ามอง แล้วยกมือขึ้นใช้นิ้วชี้ลากไปบนแผลเป็นรอยหนึ่ง แล้วบอกว่า “พ่อฮะ?”

“อื้อ ว่าไงหนุ่มน้อย”

จอห์น เตรียมใจรับคำถามชวนอึดอัด และเริ่มคิดหาคำตอบที่จะตอบลูกชายเรื่องไฟมากน้อยแค่ไหน เขาควรจะเล่าให้เพื่อนฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดกับพ่อยังไงดีนะ จะบอกเขายังไงไม่ให้เขารู้สึกอายหรือกลัวนะ…

“พ่อฮะ พุงพ่อมันแดง ยึกยือ แล้วก็เป็นนูนๆ ด้วย…”

จากนั้นก็ “ผมชอบจัง!”

 

จอห์นยิ้มอย่างอารมณ์ดี เพราะเขาก็ชอบแผลเป็นรอยนี้เช่นเดียวกัน

 

ฮีโร่ของจอห์น

ในวันที่จอห์นประสบอุบัติเหตุไฟลุกทั่วทั้งตัว จิม พี่ชายของจอห์นพุ่งเข้ามาช่วยทันที เขาจับจอห์นกลิ้งไปมาบนพื้นจนไฟบางส่วนคลอกตัวเขาไปด้วย  หลังจากที่จอห์นรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้สักระยะ แต่ยังพูดไม่ได้เพราะใส่ท่อลมอยู่ จิม พี่ชายก็มาเยี่ยม คำแรกที่จิมทักขึ้นมาคือ

 

“เป็นไงบ้าง หนูน้อยเชสเตอร์”

จอห์นเกลียดชื่อนี้มาก จิมตั้งฉายานี้ให้เขาตอนเด็กๆ เขาพยายามให้จิมหยุดเรียกชื่อนี้ แต่จิมไม่เคยหยุดเรียกมันเลย จิมจะเรียกแบบนั้นซ้ำๆ จนจอห์นรู้สึกโกรธ แต่มาวันนี้ จอห์นไม่รู้สึกแบบนั้นเลย อยากจะลุกไปขอบคุณเขา อยากกอดเขา

จอห์น เดาะลิ้นเพื่อขอกระดานตัวอักษร พ่อหยิบกระดานขึ้นมาไล่ไปทีละแถวจนได้คำแรก

“YOU” (นาย)

จอห์นจ้องมองพี่ชาย มองลึกไปถึงดวงตา จิมกำลังยิ้มให้จอห์นอยู่

จอห์นหันกลับไปมองกระดานและได้อีกคำหนึ่งขึ้นมาก็คือ “SAVED” (ช่วยชีวิต) และคำสุดท้าย “ME” (ฉัน)

 

“YOU SAVED ME” (นายช่วยชีวิตฉัน)

 

จิมส่ายหน้า “โอย ฉันไม่ได้ช่วยนายหรอก นายนั่นแหละฮีโร่ตัวจริง นายต่อสู้หนักมาก เอาเป็นว่าหายไวๆ นะหนูน้อยเชสเตอร์”

 

ฮีโร่อาจเป็นคนที่เสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเหลือคนอื่น คนที่ก้าวเข้ามาอย่างกล้าหาญ ในวันที่คนอื่นๆ อาจจะวิ่งหนี แต่ฮีโร่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นระดับซูเปอร์หรือยอดคนเสมอไป ฮีโร่ส่วนใหญ่ก็คือคนธรรมดานี่เอง ซึ่งจอห์นเห็นตัวอย่างที่เหลือเชื่อมากๆ มากับตาในวันที่เขาถูกไฟคลอกทั้งตัว

 

ความกลัวคือตัวชี้วัดความผิดพลาดอันดับหนึ่ง

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตและนึกสงสัยว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้ายังจมปลักอยู่กบความคิดขลาดกลัวและความเห็นแก่ตัว จะเป็นอย่างไรถ้าไม่ยอมละทิ้งความกลัวและไม่เปิดใจทำความรู้จักกับความสง่างามของชีวิต

เรื่องของเรื่องคือ ความกลัวเป็นสิ่งที่คอยฉุดรั้งไม่ให้เราก้าวหน้า จะกีดกันไม่ให้คุณมีสำนึกรับผิดชอบ มันง่ายกว่ามากที่จะรอให้คนอื่นแก้ปัญหาให้ ให้เขาเข้ามารับผิดชอบแทน ความกลัวปิดกั้นโอกาสเพราะมันจะคอยกันท่าคุณเอาไว้ด้วยคำพูดที่ว่า ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก”

ความกลัวจะกีดกันไม่ให้คุณเผยตัวตนของตัวเอง ยุแยงให้คุณใส่หน้ากากปิดบังเอาไว้ให้มิดชิด ไม่ให้คุณทุ่มสุดตัว มันกระซิบบอกคุณให้นิ่งเงียบเวลาเกิดข้อผิดลพาด กักขังคุณไว้ด้วยความคิดที่ว่าตัวคุณเป็นเหยื่อ มันทำให้คุณไม่ซาบซึ้งยินดีต่อของขวัญล้ำค่าที่มีในแต่ละวัน มันจะเสี้ยมให้คุณโทษคนอื่น เกลือกกลั้วอยู่กับความเศร้า และจมปลักอยู่กับความทุกข์

ความกลัวทำให้เราโฟกัสอยู่กับตัวเอง มันทำให้ชีวิตไม่มีวันที่จะมีความหมาย ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง และไม่เห็นแก่ตัว ความกลัวตอกย้ำเราว่าโลกใบนี้ใครดีใครได้ ย้ำให้เราตอบสนองความต้องการ ความสนใจ และความปรารถนาของตัวเองก่อน

ความกลัวทำให้เราติดอยู่กับที่ ทำให้กังวลอยู่แต่คำว่า ถ้าเกิดว่า… , โอย ไม่นะ, ฉันจะทำยังไงดี มันทำให้คุณเอาแต่กอดอก กางโล่ และกำหมัด

ยังมีหนทางอื่นนอกจากนี้

จะเป็นอย่างไรถ้าคุณเดินไปพบเจอใครก็คาดหวังว่าจะได้พบรอยยิ้ม เพื่อนใหม่ ได้เจอคนถูกใจ จะเป็นอย่างไรถ้าคุณมองเห็นทุกช่วงเวลาเป็นปาฏิหาริย์ จะเป็นอย่างไรถ้าคุณเห็นปฏิกิริยาจากคนอื่นแล้วคิดว่ามันคงไม่ได้มีเรื่องแย่ๆ ตามมาหรอก แต่มันคือตัวบ่งชี้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดยังไม่มาถึงต่างหาก

ความกลัว หรือความรัก คือตัวเลือก อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกแบบไหน

 

ข้อมูลจากหนังสือ 7 เหตุผลที่โชคชะตาทำร้ายคนอย่างคุณไม่ได้

วางขายแล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

สั่งซื้อออนไลน์ คลิก

 


บทความอื่นๆ

8 หนังสือสร้างแรงบันดาลใจ จากคนดังและองค์กรชั้นนำทั่วโลก

วิธีสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ด้วยการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ

บทเรียนและข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตจากคนดังระดับโลก

วิธีเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิมใน 7 วัน

บทเรียนสำคัญแห่งชีวิตจากหน่วยซีล พัฒนาตนเองเพื่อทะลุทุกขีดจำกัด

วิธีเอาชนะอุปสรรคทั้งอารมณ์และจิตใจ แย่แค่ไหนก็ต้องผ่านไปได้

 

ใส่ความเห็น

0