ทำงานยังไงให้ได้เงินเดือนสูง ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในองค์กรไหน

หลายคนคิดว่าถ้าอยาก เงินเดือนสูง ต้องทำงานสายงานพวกวิศวกร คอมพิวเตอร์ สถาปนิก หรือแพทย์เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วเราทุกคนสามารถพัฒนาวิธีการทำงานเพื่อเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเองได้

เทคนิคที่จะแนะนำนี้ เป็นวิธีการทำงานจากประเทศญี่ปุ่นที่จะช่วยให้คุณมี เงินเดือนสูง ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรไหน

 

จงเป็นคนที่สร้างเงินสดได้

การฝากเงินสดไว้ที่ธนาคารได้ดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย แทบไม่ได้กำไรเลย หรือเวลานำสินค้าไปขายแล้วได้เงินก็จริง แต่ก็ไม่อาจทำเงินได้มากกว่าราคาของมันเอง แต่ถ้าเป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเช่นที่ดิน หรือโรงงานจะก่อให้เกิดค่าเช่าหรือผลิตสินค้าระยะยาวได้ จึงมีพลังในการสร้างเงินสดที่สูงกว่าสินค้า

สิ่งที่สร้างเงินสดได้มากที่สุดคือคนและพลังของแบรนด์ ไม่ว่าเครื่องจักรจะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคนใช้สิ่งเหล่านี้ ก็จะไม่ก่อให้เกิดการสร้างเงินสดมหาศาล เหตุผลที่บางบริษัทเรียกบุคลากรว่าเป็น “ทรัพยากรบุคคล” ก็เพราะคนเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัทนั่นเอง ถ้าไม่มีคน บริษัทก็เพิ่มมูลค่าของสินค้า บริการ และหลักทรัพย์ไม่ได้

เราทุกคนจึงต้องมุ่งหวังที่จะเป็น “คนที่สร้างเงินสดได้” ยิ่งสร้างเงินสดให้กับบริษัทได้มากเท่าไร เงินเดือนของคุณก็จะสูงขึ้นเท่านั้น

 

ตำแหน่งไม่ส่งผลกับเงินสด

บางคนคิดว่าตำแหน่งงานเป็นสิ่งที่บ่งบอกมูลค่าของตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในแวดวงไหนก็มีคนคิดแบบนี้มากจนน่าตกใจ และมัวแต่ภาคภูมิใจในตำแหน่ง ติดนิสัยพูดจาวางโตเป็นประจำ คุณจะไม่มีทางหาช่องทางทำเงินอื่นๆ ได้เลย นี่ถือเป็นทางตันสำหรับคนที่เอาแต่พึ่งพาตำแหน่งและไม่ขวนขวายหาวิธีเพิ่มมูลค่าตัวเอง

คุณใช้ประโยชน์จากชื่อบริษัทและตำแหน่งได้ในระหว่างที่ยังทำงานในบริษัทเท่านั้น  ชื่อบริษัทใหญ่และตำแหน่งทำให้ผู้คนที่ติดต่อด้วยไม่เพิกเฉย และได้รับการปฏิบัติอย่างดี แต่นั่นเป็นเพียงความเคารพที่มีต่อชื่อบริษัทและตำแหน่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะได้รับการยกย่องไปด้วย

ถ้าไม่อยากรู้สึกผิดหวังเมื่อต้องออกมาทำงานนอกบริษัท ให้ตั้งเป้าหมายไปที่การเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง บางทีตำแหน่งธรรมดาในบริษัท อาจจะเงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งใหญ่ในอีกบริษัทหนึ่งก็เป็นได้นะ

 

ทำงานให้เหมือนเป็นประธานบริษัท

การจะสร้างนิสัยให้คิดถึงสิ่งต่างๆ ในทางการเงิน เราต้องคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทเสียก่อน เช่น การทำงานโดยมีจิตสำนึกว่าตัวเองเป็นประธานบริษัท บริษัทตัวเองจำกัด และโต๊ะทำงานคือโต๊ะประธานบริษัทเท่านั้นก็พอ

นักขายอันดับหนึ่งอาจประสบความสำเร็จจาการรับออเดอร์เป็นหลักเท่านั้น แต่ถ้าเป็นประธานบริษัทจะทำแบบนั้นไม่ได้ การสมมติว่าตัวเองเป็นประธานจะทำให้เราคิดได้ว่า จะสร้างกระแสเงินสดอย่างไรในระยะยาว โดยไม่ถูกผลประโยชน์ตรงหน้าครอบงำ พนักงานขายทั่วไป มักจะกดดันให้ลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อโกยยอดเยอะๆ เพื่อทำให้ถึงเป้าและรอรับโบนัส

แต่ถ้าเป็นประธานบริษัท คุณจะให้ความสำคัญกับการรักษาสัมพันธ์ที่มั่นคงในระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ตรงหน้า และไม่ขายแบบกดดันอย่างแน่นอน นอกจากนี้คุณจะรู้เองว่าจะขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานคนไหนแล้วได้ผลตอบรับที่ดีที่สุดอีกด้วย

ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นประธานบริษัทและทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิสัยทัศน์ทางการเงินเป็นประจำ คุณจะเพิ่มกระแสเงินสดให้บริษัท ผลลัพธ์คือการเพิ่มเงินเดือนและการประเมินตัวเองก็จูงขึ้นไปด้วย

 

มองเห็นความหมายของงานที่ทำ

ถ้าทำงานอย่างไร้ทิศทาง บางครั้งอาจเกิดความรู้สึกว่างเปล่า “เราทำงานไปเพื่ออะไรกันนะ…” ซึ่งมักพบในหมู่คนที่ทำงานจำเจหรือทำงานในศูนย์ต้นทุน สาเหตุที่มองไม่เห็นความหมายของงานนั้นเพราะไม่มีความคิดเรื่องเงินสดเป็นพื้นฐาน ไม่รู้สึกว่ามูลค่าของงานที่ตัวเองทำแปลงเป็นเงินได้ จึงไม่รู้ว่าตัวเองสำคัญกับบริษัทแค่ไหน และพัฒนาตัวเองไปแค่ไหน

สมมติว่าคุณเป็นฝ่ายธุรกิจ วันๆ อยู่กับกองเอกสารต่างๆ และคิดว่าตัวเองไม่ได้สร้างมูลค่าใดๆ ให้กับบริษัทเลย ทั้งที่จริงแล้วการหาเครื่องถ่ายเอกสารที่ประหยัดต้นทุนกว่ามาใช้แทน แต่ละวันก็มีการถ่ายเอกสารเป็นจำนวนมาก แม้ประหยัดค่าถ่ายเอกสารได้ 1% แต่ก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีๆ ได้

ถ้าคำนวณงานของตัวเองออกมาเป็นเงินเช่นนี้ก็จะรู้สึกว่าได้ทำผลงานให้ “เดือนนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ตั้งเท่านี้” หรือรู้สึกถึงพัฒนาการของตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรมทุกครั้ง เพราะตรวจสอบได้ว่าเราทำประโยชน์ให้กับบริษัทอย่างไรบ้าง จึงมองเห็นความหมายของงานที่ทำได้อย่างชัดเจน

 

ผลงานในอดีตเป็นตัวทำนายอนาคต

การจะประเมินว่าคนคนหนึ่งมีโอกาสสร้างเงินในอนาคตได้แค่ไหน ผลงานในอดีตเป็นเครื่องมือคาดการณ์ได้ ตัวอย่างเช่น คุณ A สร้างรายได้ 50 ล้านบาททุกปีตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้กลับสร้างรายได้เพียง 30 ล้านบาท ในขณะที่คุณ B ผู้ไม่มีผลงานดีเลยในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้กลับสร้างรายได้ถึง 50 ล้านบาท

หากทั้งสองคนมีประสบการณ์ด้านธุรกิจเท่ากัน คนที่ได้รับการคาดหวังในปีหน้าก็คือคุณ A เพราะคุณ A มีผลงานที่มั่นคงในอดีต คนจึงมองว่าปีนี้แค่ไปได้ไม่ดี ส่วนคุณ B ก็แค่จะได้รับการประเมินว่าบังเอิญว่าปีนี้ทำได้ดีก็เท่านั้น

จำไว้ว่า ปีที่ถัดจากปีที่ทำผลงานแย่นั้นสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าต้องการให้คนอื่นเชื่อว่าความสามารถที่แท้จริงของคุณคือ “การสร้างกระแสเงินสดได้ 50 ล้านบาทต่อปี” ปีต่อๆ มาก็ต้องสร้างผลงานให้ได้อย่างเมื่อก่อนด้วย

 

ข้อมูลจากหนังสือ ทำงานยังไงให้ “คุณ” มีมูลค่าสูงสุดในองค์กร

วางขายแล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

สั่งซื้อออนไลน์ คลิก

 


บทความอื่นๆ

เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ด้วยการพักผ่อนให้ถูกวิธี

พัฒนาการทำงานของคุณให้ดีขึ้น ด้วยการพยายามให้ถูกวิธี

วิธีจัดโต๊ะทำงานสไตล์มินิมัล ที่ช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นหลายเท่า

วิธีจุดไฟให้ลุกโชนอีกครั้ง เมื่อเกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน

สาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงาน

ใส่ความเห็น

0